ทำงานได้ เที่ยวได้ เทรนด์ Workation คืออะไร ที่กำลังมาแรงทั่วโลก

ทำงานได้ เที่ยวได้ เทรนด์ Workation คืออะไร ที่กำลังมาแรงทั่วโลก

ในยุคหลังโควิด-19 รูปแบบการทำงานของคนทั่วโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมาก การทำงานที่บ้าน (Work From Home) กลายเป็นเรื่องปกติ และสิ่งที่พัฒนาไปอีกขั้นคือ “Workation” — การทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกันในทริปเดียว

เทรนด์นี้เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ ฟรีแลนซ์ และพนักงานบริษัทที่สามารถทำงานแบบ Remote Work ได้จากทุกที่ในโลก ขอแค่มีอินเทอร์เน็ตและโน้ตบุ๊กหนึ่งเครื่อง

รายงานจาก Workation.com ระบุว่า 85% ของพนักงานทั่วโลกต้องการทำงานในสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเพิ่มแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ การ Workation ไม่ใช่เพียง “ทำงานนอกสถานที่” เท่านั้น แต่ยังเป็นการออกจากกรอบชีวิตประจำวัน เพื่อเติมไฟให้กับงานและชีวิตไปพร้อมกัน

Workation คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร

คำว่า “Workation” มาจากการผสมคำระหว่าง “Work” (ทำงาน) และ “Vacation” (พักผ่อน/เที่ยว) หมายถึงการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวหรือเมืองใหม่ ๆ แล้วทำงานไปด้วย โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน

ประโยชน์ของการ Workation มีมากมายกว่าที่คิด:

  1. เพิ่มแรงบันดาลใจในการทำงาน – การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

  2. ลดความเครียดและความเหนื่อยล้า – เมื่อสมองได้พักจากบรรยากาศเดิม ๆ

  3. สร้างสมดุลชีวิต (Work-Life Balance) – ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องรอวันลา

  4. ขยายเครือข่ายและโอกาสใหม่ – พบปะผู้คนจากหลายประเทศใน Co-working Space

  5. สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น – โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวที่รองรับนักทำงานดิจิทัล

ปัจจุบันหลายบริษัททั่วโลก รวมถึงในเอเชีย เริ่มส่งเสริมให้พนักงานทำ Workation เป็นสวัสดิการรูปแบบใหม่ เพราะพบว่าช่วยเพิ่ม Productivity ได้จริง

แนวทางเตรียมตัวก่อนเริ่ม Workation

ก่อนแพ็กกระเป๋าออกไปทำงานพร้อมเที่ยว ลองเช็กลิสต์เตรียมตัวเหล่านี้ให้พร้อมก่อน

เลือกสถานที่ให้เหมาะกับลักษณะงาน

บางคนต้องการความสงบ บางคนต้องการแรงบันดาลใจ ดังนั้นควรเลือกสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมสอดคล้องกับงาน เช่น เมืองเงียบ ๆ สำหรับเขียนงาน หรือชายหาดสำหรับดีไซเนอร์ที่ต้องการแรงบันดาลใจ

ตรวจสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต

Wi-Fi คือหัวใจของ Workation! อย่าลืมตรวจสอบว่าโรงแรมหรือ Co-working Space มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงพอสำหรับงานประชุมวิดีโอ หรืออัปโหลดไฟล์ขนาดใหญ่

ที่พักต้องรองรับการทำงาน

เลือกที่พักที่มีโต๊ะทำงาน เก้าอี้สบาย ๆ และมีปลั๊กไฟเพียงพอ บางโรงแรมมีแพ็กเกจ “Workation Package” พร้อมอาหาร เครื่องดื่ม และบริการห้องประชุมให้ใช้

วางแผนตารางงานและเที่ยวให้ชัดเจน

แบ่งเวลาเช้า–บ่ายเป็นช่วงทำงาน และช่วงเย็นเป็นเวลาเที่ยว เพื่อไม่ให้ทั้งสองส่วนทับซ้อนกัน

เตรียมอุปกรณ์เสริม

เช่น Power Bank, หูฟังตัดเสียงรบกวน, และอุปกรณ์เชื่อมต่อไฟฟ้าในต่างประเทศ (Adapter)

เกณฑ์เลือกสถานที่ที่เหมาะกับ Workation

เมื่อเลือกจุดหมายปลายทาง ควรพิจารณาเกณฑ์เหล่านี้เพื่อให้ทริป Workation ของคุณราบรื่น

  1. มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เสถียร

  2. ค่าใช้จ่ายเหมาะสม ทั้งค่าที่พักและค่าครองชีพ

  3. มีสถานที่พักผ่อนและท่องเที่ยวใกล้ที่พัก

  4. บรรยากาศสงบ ปลอดภัย

  5. มีกลุ่มคนทำงานหรือ Digital Nomad Community ที่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดได้

แนะนำสถานที่ Workation ในประเทศลาว

ลาวกำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายใหม่ของชาวดิจิทัลทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีค่าครองชีพต่ำ เมืองสงบ อินเทอร์เน็ตพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีธรรมชาติที่สวยงามไม่แพ้ใคร

เวียงจันทน์ (Vientiane)

เมืองหลวงของลาวที่เต็มไปด้วยความสงบและกลิ่นอายวัฒนธรรม เหมาะกับคนที่ต้องการทำงานในเมืองแต่ไม่วุ่นวาย

จุดเด่น

  • คาเฟ่สไตล์มินิมอลมากมาย เช่น Naked Espresso, Le Trio Coffee

  • Co-working space เช่น TOH-LAO Coworking

  • วิวแม่น้ำโขงและสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนหลังเลิกงาน

กิจกรรมแนะนำหลังเลิกงาน: เดินเล่นริมโขง ชมพระอาทิตย์ตก หรือแวะชิมอาหารลาวรสแท้ที่ตลาดกลางคืน

หลวงพระบาง (Luang Prabang)

เมืองมรดกโลกที่เต็มไปด้วยวัดโบราณและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ เหมาะกับสายชิลล์ที่ต้องการแรงบันดาลใจจากบรรยากาศสงบ

ทำไมถึงเหมาะกับ Workation

  • คาเฟ่เงียบ ๆ ริมแม่น้ำ

  • มีโฮมสเตย์และบูติกโฮเทลที่รองรับนักทำงานดิจิทัล

  • วิวภูเขาและน้ำตกกวางสีช่วยรีเฟรชสมอง

กิจกรรมหลังเลิกงาน: ปั่นจักรยานรอบเมืองเก่า หรือไหว้พระที่วัดเชียงทอง

วังเวียง (Vang Vieng)

เมืองแห่งธรรมชาติและกิจกรรมผจญภัยที่กำลังฮอตในกลุ่ม Workation ชาวต่างชาติ

เหตุผลที่ควรมาวังเวียง

  • วิวภูเขาและแม่น้ำซองสุดอลังการ

  • มีรีสอร์ตหลายแห่งที่มีพื้นที่ทำงานพร้อมวิวธรรมชาติ

  • อินเทอร์เน็ตแรงขึ้นมากในช่วงหลัง มีคาเฟ่แนว Co-working ให้เลือกหลายแห่ง

กิจกรรมยอดนิยม: ล่องห่วงยางในแม่น้ำซอง, ปีนเขาถ่ายวิวเมือง หรือขึ้นบอลลูนชมพระอาทิตย์ตก

แนะนำสถานที่ Workation ต่างประเทศ

ถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศมากกว่านี้ ลองดูจุดหมาย Workation ยอดนิยมในต่างประเทศ ทั้งในเอเชียและยุโรป

โตเกียว (Tokyo) – ญี่ปุ่น

เมืองที่ได้รับการจัดอันดับเป็น “เมืองที่เหมาะกับ Workation ที่สุดในโลกปี 2025” จาก CNTraveller.com

เหตุผลที่โตเกียวติดอันดับ

  • อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วเมือง

  • มี Co-working space คุณภาพ เช่น WeWork, The Hive Jinnan

  • โรงแรมหลายแห่งมี “Workation Package” พร้อมห้องพักยาวรายสัปดาห์

  • ระบบขนส่งสะดวกสุด ๆ

สถานที่เที่ยวหลังเลิกงาน: เดินชินจูกุ ชิมราเม็งแท้ หรือพักผ่อนที่สวนอุเอโนะ

บูดาเปสต์ (Budapest) – ฮังการี

เมืองสวยริมแม่น้ำดานูบที่กลายเป็นสวรรค์ของเหล่า Digital Nomad ในยุโรป

จุดเด่น

  • ค่าใช้จ่ายไม่แพงเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ในยุโรป

  • มีโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตดี

  • คาเฟ่เงียบสวย เช่น Espresso Embassy, My Little Melbourne

  • วิวสถาปัตยกรรมแบบยุโรปคลาสสิก ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ

สิงคโปร์ (Singapore) – เมืองศูนย์กลาง Workation แห่งเอเชีย

สิงคโปร์คือหนึ่งในจุดหมาย Workation ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี ความปลอดภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน เหมาะกับคนทำงานยุคดิจิทัลที่ต้องการบาลานซ์ระหว่าง “ประสิทธิภาพ” และ “ไลฟ์สไตล์”

เหตุผลที่เหมาะกับ Workation

  • เดินทางง่าย ไม่ต้องขอวีซ่าสำหรับคนไทย อยู่ได้สูงสุด 30 วัน

  • อินเทอร์เน็ตความเร็วเฉลี่ยสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ตามรายงานของ Speedtest Global Index 2025) ไม่ว่าจะอยู่ในคาเฟ่ ร้านอาหาร หรือสวนสาธารณะ อินเทอร์เน็ต Wi-Fi ก็พร้อมใช้งานเกือบทุกแห่ง

  • Co-working Space มากมาย เช่น The Great Room, JustCo, WeWork Singapore ที่มีบริการครบตั้งแต่ห้องประชุมถึงกาแฟพรีเมีย

  • คาเฟ่บรรยากาศดี เหมาะนั่งทำงาน ตัวอย่างเช่น Toby’s Estate (Robertson Quay), The Glasshouse (Chijmes)

  • ระบบขนส่งสาธารณะสะดวก ปลอดภัย MRT ครอบคลุมทั่วเมือง ไม่ต้องเช่ารถ

  • เมืองสะอาดและปลอดภัยมาก เหมาะกับคนที่ต้องการสมาธิและความสงบ

    แนะนำคาเฟ่ที่เหมาะสำหรับการทำงานในสิงคโปร์ : Toby’s Estate กับ The Glasshouse

เคล็ดลับทำงานให้ได้ผลและเที่ยวให้สนุกใน Workation

  1. วางแผนล่วงหน้าเสมอ – จัดตารางงานและเที่ยวให้ไม่ทับกัน

  2. ใช้เครื่องมือออนไลน์ให้คุ้มค่า เช่น Google Calendar, Notion, Zoom

  3. หา Routine ใหม่ในที่ใหม่ – เช่น เริ่มวันด้วยกาแฟที่คาเฟ่โปรด แล้วค่อยเริ่มงาน

  4. สร้างเครือข่าย – เข้าร่วมกลุ่ม Digital Nomad หรือกิจกรรมในพื้นที่

  5. อย่าลืมพักจริง ๆ – บางคน Workation จนกลายเป็นแค่ Work เฉย ๆ

เลือกเวลาเที่ยวให้เหมาะกับสภาพอากาศ โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนหรือหนาวจัด

ทำงานได้ เที่ยวได้ เทรนด์ Workation คืออะไร ที่กำลังมาแรงทั่วโลก​

สิ่งที่ควรระวังก่อนและระหว่าง Workation

แม้ Workation จะดูสบาย แต่ก็มีสิ่งที่ควรระวังเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

  • ไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร – พก Pocket Wi-Fi หรือซิมสำรองไว้เสมอ

  • ค่าใช้จ่ายบานปลาย – ตั้งงบประมาณต่อวันและใช้แอปติดตามค่าใช้จ่าย

  • Timezone ต่างประเทศ – ถ้ามีประชุมกับทีมในไทย ต้องบริหารเวลาให้ดี

  • เอกสารการทำงานและวีซ่า – ตรวจสอบก่อนเดินทางว่าประเทศปลายทางอนุญาตให้ทำงานออนไลน์ได้หรือไม่

เลือกที่พักให้เหมาะกับการอยู่ยาว บางแห่งมีส่วนลดพิเศษสำหรับผู้เข้าพักระยะยาว

สร้างบาลานซ์ระหว่างงานและการเที่ยวด้วย Workation

การ Workation คือการเปลี่ยน “ชีวิตที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง” ให้กลายเป็น “ชีวิตที่ทำได้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน” คุณสามารถทำงานได้ดีเหมือนเดิม (หรือดีกว่าเดิม!) ในขณะที่ได้สัมผัสวัฒนธรรม ธรรมชาติ และแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ไปพร้อมกัน

เทรนด์นี้ไม่ใช่แค่แฟชั่นของคนรุ่นใหม่ แต่เป็น “รูปแบบการทำงานแห่งอนาคต” ที่ให้ความยืดหยุ่นสูงสุดและสร้างความสุขในการใช้ชีวิต

“ทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่ได้หมายถึงทำงานหนักขึ้น แต่หมายถึงใช้ชีวิตให้คุ้มค่าขึ้น”

Workation ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนที่ทำงาน แต่คือการเปลี่ยน “มุมมองการใช้ชีวิต” การได้ทำงานในที่ที่คุณรัก พร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์และชื่นชมวิวใหม่ ๆ คือรางวัลที่ดีที่สุดสำหรับคนทำงานยุคนี้ ครั้งหน้าที่คุณรู้สึกเหนื่อยหรือหมดไฟจากการทำงาน อย่าเพิ่งลาออก ลอง “ลาไป Workation” แทนสิ เพราะบางครั้ง… แรงบันดาลใจใหม่ ๆ อาจรอคุณอยู่แค่ปลายทางของเที่ยวบิน

5 ข้อ Green Check เลือกโรงแรมรักษ์โลกอย่างไร? ที่ควรรู้ก่อนจอง

5 ข้อ Green Check เลือกโรงแรมรักษ์โลกอย่างไร? ที่ควรรู้ก่อนจอง

5 ข้อ Green Check เลือกโรงแรมรักษ์โลกอย่างไร? ที่ควรรู้ก่อนจอง

เลือกโรงแรมรักษ์โลกอย่างไร? Green Check 5 ข้อที่ควรรู้ก่อนจอง

ทุกครั้งที่เราเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการไปเที่ยว พักผ่อน หรือทำงาน สิ่งหนึ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คือการเลือกที่พัก ซึ่งการเลือกโรงแรมในปัจจุบันไม่ได้มีแค่เรื่อง “ทำเลดี” หรือ “ราคาคุ้มค่า” อีกต่อไป แต่ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่นักเดินทางรุ่นใหม่ทั่วโลกให้ความสำคัญ — นั่นคือ “ความยั่งยืน” (Sustainability)

การพักใน โรงแรมรักษ์โลก (Eco-friendly Hotel) หมายถึงการเลือกโรงแรมที่มีแนวทางบริหารจัดการอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การใช้พลังงาน น้ำ และวัสดุ ไปจนถึงการจัดการขยะ และการสนับสนุนชุมชนรอบข้าง โรงแรมลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อธรรมชาติ แต่ยังช่วยสร้างคุณค่าร่วมทางสังคมอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกโรงแรมที่ประกาศตัวว่า “รักษ์โลก” จะเป็นเช่นนั้นจริง หลายแห่งอาจตกอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า “Greenwashing” — การสร้างภาพทางการตลาดให้ดูเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้ทำจริง

ดังนั้น ก่อนที่คุณจะจองโรงแรมครั้งต่อไป ลองใช้แนวทาง “Green Check 5″ ข้อนี้ เพื่อตรวจสอบอย่างง่าย ๆ ว่าที่พักของคุณ “รักษ์โลกจริง” หรือแค่ “รักษ์โลกด้วยคำพูด”

Green Check ข้อที่ 1 — ใบรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบได้

หนึ่งในสิ่งแรกที่ควรสังเกตก่อนจองโรงแรม คือ “โรงแรมนั้นมีใบรับรอง (Certification) หรือไม่”

ใบรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อมถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่า โรงแรมได้ผ่านการตรวจสอบจากองค์กรภายนอกที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น

  • Green Key (โครงการระดับโลกที่เน้นการจัดการพลังงานและขยะ)

     

  • GreenSign Hotel Certification (เยอรมนี – ได้รับการรับรองจาก Global Sustainable Tourism Council)

     

  • Green Seal Certification (สหรัฐอเมริกา – มุ่งเน้นความสะอาดและการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ)

     

EarthCheck หรือ LEED Certification (ใช้ในโรงแรมระดับนานาชาติ)

วิธีตรวจสอบง่าย ๆ
  1. เข้าเว็บไซต์ของโรงแรม แล้วมองหาโลโก้หรือส่วน “Sustainability” หรือ “Eco Policy”

     

  2. คลิกดูว่ามีชื่อองค์กรรับรองหรือไม่ (อย่าเชื่อแค่โลโก้ เพราะบางแห่งใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต)

     

  3. ตรวจสอบวันหมดอายุของใบรับรอง — โรงแรมที่ได้รับการตรวจสอบจริงจะมี “ปีของการรับรอง” และ “การประเมินซ้ำ (Re-Audit)”
ทำไมใบรับรองถึงสำคัญ?

เพราะการได้รับการรับรองต้องผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอน ทั้งการประเมินพลังงาน การใช้ทรัพยากร การจัดการขยะ ความเป็นธรรมของแรงงาน และการมีส่วนร่วมกับชุมชน ซึ่งแสดงว่าโรงแรมไม่เพียงมีนโยบายรักษ์โลก แต่ลงมือทำจริง

Green Check ข้อที่ 2 — ระบบพลังงานและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

โรงแรมรักษ์โลกจริงจะใส่ใจการใช้พลังงานและทรัพยากรในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ห้องพักจนถึงห้องครัว

ลองสังเกตสิ่งเหล่านี้เมื่อคุณเข้าพัก:

  • ใช้ หลอดไฟ LED แทนหลอดไส้หรือฟลูออเรสเซนต์

  • มีระบบ เซนเซอร์ควบคุมไฟ และเครื่องปรับอากาศเมื่อไม่มีคนอยู่ในห้อง

  • ใช้น้ำร้อนจาก พลังงานแสงอาทิตย์ หรือระบบ Heat Recovery

  • ห้องน้ำมี ฝักบัวแบบประหยัดน้ำ (Low-flow shower) และ โถสุขภัณฑ์สองระบบ (Dual-flush toilet)

  • มีการแจ้งให้ผู้เข้าพักเลือกว่าจะ “ซักผ้าปูเตียง/ผ้าเช็ดตัวทุกวันหรือไม่”

การลดการใช้น้ำเพียง 10% ในโรงแรมขนาดกลาง สามารถประหยัดได้กว่า 30,000 ลิตรต่อเดือน

โรงแรมหลายแห่งทั่วโลกยังเริ่มเปลี่ยนมาใช้ พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม หรือชีวมวล และบางแห่งมีการรายงาน “ปริมาณการปล่อยคาร์บอนต่อผู้เข้าพักหนึ่งคนต่อคืน” อย่างโปร่งใส

สัญญาณเล็ก ๆ ที่บอกว่าโรงแรมคุณรักษ์โลกจริง:

  • มีแสงธรรมชาติเข้ามาในห้องมากกว่าการใช้ไฟฟ้า

  • ระบบปรับอากาศควบคุมด้วยเทอร์โมสตัทอัจฉริยะ

  • พื้นที่สีเขียวรอบโรงแรมช่วยลดอุณหภูมิและเพิ่มออกซิเจน

Green Check ข้อที่ 3 — นโยบายลดขยะและพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว

หนึ่งในปัญหาหลักของอุตสาหกรรมโรงแรมคือ “ขยะ” โดยเฉพาะ พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use Plastic) เช่น ขวดน้ำ แก้วพลาสติก หรือบรรจุภัณฑ์สบู่

โรงแรมรักษ์โลกจะมีแนวทางที่ชัดเจนในการลดของเสียเหล่านี้ เช่น

  • แทนที่ขวดน้ำพลาสติกด้วย ขวดแก้ว หรือ สถานีเติมน้ำดื่ม (Refill Station)
  • ใช้ ภาชนะรีไซเคิลได้ หรือ วัสดุย่อยสลายทางชีวภาพ
  • เปลี่ยน ผลิตภัณฑ์อาบน้ำไซส์เล็ก เป็นแบบ Refill หรือ Dispenser
  • จัดตั้ง จุดแยกขยะ ทั้งในห้องพักและโซนส่วนกลาง
  • ร่วมมือกับองค์กรในพื้นที่เพื่อรีไซเคิลขยะหรือนำกลับมาใช้ใหม่

โรงแรมบางแห่งในประเทศไทย เช่น ที่เชียงใหม่และภูเก็ต เริ่มใช้แนวคิด “Zero Waste Hotel” โดยแยกขยะตั้งแต่ห้องพักถึงห้องครัว และนำเศษอาหารไปทำปุ๋ยหมัก

นอกจากนี้ โรงแรมที่มีการสื่อสารเรื่อง “การแยกขยะ” หรือ “การลดพลาสติก” อย่างจริงจังมักได้รับคะแนนรีวิวที่ดีจากนักท่องเที่ยว ซึ่งแปลว่าการรักษ์โลกไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็น “จุดขาย” ที่สำคัญของโรงแรมยุคใหม่

Green Check ข้อที่ 4 — การสนับสนุนชุมชนและใช้วัสดุยั่งยืน

โรงแรมรักษ์โลกที่แท้จริงไม่ได้แค่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยัง “สร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน”

สิ่งที่ควรสังเกต

  • ใช้ ผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น เช่น สบู่ แชมพู หรือของตกแต่งที่ทำจากวัสดุพื้นบ้าน

     

  • จัดเมนูอาหารที่ใช้วัตถุดิบจาก ฟาร์มในพื้นที่ (Farm-to-table)

     

  • จ้างงานคนในชุมชนหรือสนับสนุนโครงการสังคม เช่น การรีไซเคิลร่วมกับโรงเรียนหรือกลุ่มแม่บ้าน

     

  • สนับสนุนงานหัตถกรรมพื้นเมือง หรือมีร้านค้าชุมชนภายในโรงแรม

     

โรงแรมลักษณะนี้มักจะเน้น “เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)” ทุกส่วนของการดำเนินงานไม่เพียงแต่ลดขยะ แต่ยังช่วยให้รายได้หมุนเวียนกลับไปยังท้องถิ่น

การเลือกใช้โรงแรมที่สนับสนุนชุมชนท้องถิ่นคือการท่องเที่ยวที่ “คืนกำไรให้สังคม” ในทางที่จับต้องได้จริง

Green Check ข้อที่ 5 — การสื่อสารความยั่งยืนอย่างโปร่งใส

โรงแรมที่รักษ์โลกจริงจะ “พูดความจริง” และ “เปิดเผยข้อมูล” เกี่ยวกับแนวทางความยั่งยืนของตน

สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนจอง:

  • โรงแรมมีหน้า “Sustainability Policy” บนเว็บไซต์หรือไม่

  • มีการรายงานผล เช่น “ลดการใช้พลังงานได้กี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี”

  • มีการสื่อสารเชิญชวนแขกให้ร่วมรักษ์โลก เช่น “เลือกซักผ้าเฉพาะเมื่อจำเป็น”

  • มีการอัปเดตข้อมูลต่อเนื่อง หรือทำรายงานประจำปีด้านสิ่งแวดล้อม

โรงแรมที่เปิดเผยข้อมูลและเชิญชวนให้แขกมีส่วนร่วม มักได้รับความไว้วางใจมากกว่า และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับนักท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

โปร่งใส = น่าเชื่อถือ

นั่นคือหลักง่าย ๆ ของการตรวจสอบ “Green Check” ข้อสุดท้าย

เคล็ดลับวิธีเลือกโรงแรมรักษ์โลกก่อนกดจองจริง

นอกจาก Green Check ทั้ง 5 ข้อแล้ว ยังมีเคล็ดลับเพิ่มเติมเล็ก ๆ ที่ช่วยให้คุณมั่นใจว่าเลือกถูกที่แน่นอน

  1. อ่านรีวิวจากแขกจริง — ดูว่าผู้เข้าพักพูดถึง “ความยั่งยืน” หรือ “สิ่งแวดล้อม” ไหม
  2. สอบถามโดยตรง — ถามว่าโรงแรมมีใบรับรองอะไร มีนโยบายลดพลาสติกหรือไม่
  3. เปรียบเทียบหลายโรงแรม — ราคาพอ ๆ กัน แต่บางแห่งอาจรักษ์โลกจริงกว่า
  4. ตรวจสอบบน Google Maps หรือ Booking.com — บางแพลตฟอร์มมี “eco-friendly badge” ให้เห็นชัดเจน
  5. ใช้เว็บไซต์รวมรายชื่อโรงแรมรักษ์โลก เช่น Green Key, GreenSign, EarthCheck

ในยุคที่การท่องเที่ยวกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา การเดินทางแต่ละครั้งคือ “โอกาส” ที่เราจะสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับโลกใบนี้ การเลือก โรงแรมรักษ์โลก (Eco-friendly Hotel) อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่แท้จริงแล้วมันคือการลงมือเปลี่ยนแปลงในระดับที่ยิ่งใหญ่ เพราะทุกครั้งที่คุณเลือกพักในที่ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม คุณกำลัง “โหวตด้วยกระเป๋าสตางค์” เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่ใส่ใจโลก

แนวทาง Green Check 5 ข้อ ที่คุณได้เรียนรู้ ไม่เพียงช่วยให้คุณแยกแยะโรงแรมที่รักษ์โลกจริงออกจากโรงแรมที่ทำเพียงภาพลักษณ์ แต่ยังเป็นแนวทางง่าย ๆ ที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ทุกครั้งก่อนกดปุ่ม “จอง” ไม่ว่าจะเป็นการดูใบรับรองสิ่งแวดล้อม การจัดการพลังงาน การลดขยะ หรือการสนับสนุนชุมชน ทุกอย่างล้วนเริ่มจากการ “สังเกต” และ “เลือกอย่างมีสติ”

เพราะการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มที่ปลายทาง แต่มันเริ่มตั้งแต่การเลือกที่พัก ดังนั้น ครั้งหน้าก่อนที่คุณจะออกเดินทาง ลองถามตัวเองสักนิดว่า “โรงแรมที่ฉันกำลังจะพัก…รักษ์โลกจริงไหม?” ถ้าคำตอบคือ “ใช่” แสดงว่าคุณไม่ได้แค่พักผ่อน แต่คุณกำลังช่วยโลกใบนี้พักหายใจด้วย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : greensigngreenseal.org , sustainablehospitalityalliance

คาเฟ่ลาวละมุนใจ ลงลิสต์ถ่ายรูปนั่งชิล

คาเฟ่ลาวละมุนใจ ลงลิสต์ถ่ายรูปนั่งชิล

 ใครที่วางแพลนไปเที่ยวประเทศลาว สายคาเฟ่ กำลังหาร้านนั่งจิบกาแฟชิลๆ มีมุมถ่ายรูปสวยๆ เตรียมจดลงลิสต์ไว้เลย วันนี้เราจะพาไปสำรวจคาเฟ่ในเวียงจันทน์และวังเวียง ที่สายชา กาแฟ และคนรักการถ่ายรูปไม่ควรพลาด

ภาพจาก Facebook: The Mystery Café 

คาเฟ่น่ารักในเวียงจันทน์

1. Joma Bakery Café

ภาพจาก Trip Advisor

คาเฟ่ชื่อดังในเวียงจันทน์ที่คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างแนะนำ มีเมนูหลากหลาย ทั้งกาแฟ ชา และขนมอบสดใหม่ บรรยากาศร้านอบอุ่น เหมาะกับการนั่งพักผ่อนหรือทำงาน

ถ้าคุณกำลังหาที่นั่งพักผ่อนสบายๆ ในเวียงจันทน์ พร้อมกับกาแฟหอมๆ และขนมอร่อยๆ Joma Bakery Café คือหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่ควรพลาดเลยค่ะ! ร้านนี้มีบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง เหมาะสำหรับการมานั่งพักผ่อนหลังจากเดินเที่ยวมาเหนื่อยๆ หรือจะนั่งทำงานสบายๆ ก็ได้เช่นกัน เมื่อเข้าไปในร้านจะรู้สึกถึงความสบายๆ  บรรยากาศดีมาก มีทั้งมุมที่นั่งสบายๆ สำหรับนั่งอ่านหนังสือ หรือจะนั่งทำงานก็ได้ ร้านตกแต่งเรียบง่ายแต่ดูอบอุ่น และมี Wi-Fi ฟรีด้วย เหมาะมากสำหรับคนที่อยากหาที่นั่งทำงานหรือคุยธุรกิจ

“Joma Bakery Cafe คาเฟ่มหาชนที่เจ้าถิ่นแนะนำ”

2. Aiden’s by Manee Café

ภาพจาก Facebook: MumMum

 คาเฟ่เปิดใหม่ในเวียงจันทน์ ตั้งอยู่ในสวน Olive Tree อายุเกือบ 100 ปี บรรยากาศร่มรื่น มีต้นไม้สายพันธุ์หายากล้อมรอบ เหมาะกับการมานั่งชิลล์หรือถ่ายรูปสวยๆ ร้านนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่เงียบสงบ มีการตกแต่งด้วยโทนสีขาวสะอาดตาและต้นไม้สีเขียวรอบๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับการนั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือพูดคุยกับเพื่อนๆ บรรยากาศภายในร้านมีทั้งโซนอินดอร์และเอาท์ดอร์ให้เลือกนั่งตามความชอบค่ะ

พนักงานที่ร้านเป็นกันเองและยิ้มแย้มตลอดเวลา บริการดี และพร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับเมนูต่างๆ ร้านยังมีพื้นที่สำหรับเด็กเล่น และโซนที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง

3. Sathiti Café

ภาพจาก Facebook: Sathiti Café

คาเฟ่สไตล์มินิมอลในเวียงจันทน์ ให้ฟีลอบอุ่นเหมือนอยู่เชียงใหม่ ตกแต่งด้วยโทนสีอบอุ่น มีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ เพียบ Sathiti Café ตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมืองเวียงจันทน์ ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น วัดสีสะเกด และหอพระแก้ว เพียงไม่กี่ก้าวจากตลาด Ban Anou Night Market และ Sihom Night Market ทำให้สะดวกต่อการเดินทางและการสำรวจเมือง

ร้านนี้มีการตกแต่งในสไตล์ลาวดั้งเดิม โดยใช้ประตูและหน้าต่างไม้โบราณ ผสมผสานกับความทันสมัย ทำให้บรรยากาศภายในร้านอบอุ่นและเป็นกันเอง เหมาะสำหรับการนั่งพักผ่อน อ่านหนังสือ หรือทำงาน

Sathiti Café ยังมีบริการที่พักในรูปแบบอพาร์ตเมนต์สไตล์ลาวดั้งเดิม พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น เครื่องปรับอากาศ อินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ฟรี ห้องน้ำส่วนตัว และพื้นที่ครัวขนาดเล็กสำหรับทำอาหารเองค่ะ นอกจากนี้ยังมีบริการทำความสะอาดรายวัน และบริการรับฝากสัมภาระ ทำให้คุณรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน

และที่สำคัญผู้เข้าพักหลายคนให้คะแนนรีวิวที่ดีเกี่ยวกับ Sathiti Café & Bed โดยเฉพาะในด้านความสะอาด บรรยากาศ และทำเลที่ตั้งที่สะดวกสบายด้วยนะ

4. The Mystery Café

ภาพจาก Facebook: The Mystery Café

 ถ้าคุณกำลังมองหาคาเฟ่ที่มีบรรยากาศอบอุ่นและตกแต่งสวยงามในเวียงจันทน์ The Mystery Café คือหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่ควรพลาดค่ะ! ร้านนี้ตั้งอยู่บนถนนคัมเฟืองเมือง ใกล้กับห้างสรรพสินค้า ITECC และมีการตกแต่งในสไตล์ตะวันตกที่อบอุ่นและเป็นกันเอง คาเฟ่ที่ตกแต่งสไตล์ยุโรป มีมุมถ่ายรูปสวยๆ มากมาย เหมาะกับสายโซเชียลที่ชอบถ่ายรูปอัปลงไอจี

5. NUAN Ka Fei

ขอบคุณภาพ bank.varanon จาก Lemon8

ถ้าคุณเป็นสายคาเฟ่ที่ชอบบรรยากาศเท่ๆ มีมุมถ่ายรูปสวยๆ และอยากสัมผัสกลิ่นอายของฮ่องกงในเวียงจันทน์ Nuan Ka Fei หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “นวน” คือคาเฟ่ที่คุณไม่ควรพลาด คาเฟ่และบาร์ที่ตกแต่งสไตล์เรโทรจีน ให้บรรยากาศเหมือนนั่งอยู่ในร้านย้อนยุค เหมาะกับการมานั่งชิลล์ในช่วงเย็น 

Nuan Ka Fei ตั้งอยู่ในซอยเล็กๆ ที่หายากนิดหน่อย แต่เมื่อเข้าไปแล้วจะรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในโลกอีกใบค่ะ ร้านตกแต่งในสไตล์ฮ่องกงยุค 90s ให้ฟีลเหมือนผับเล็กๆ ในฮ่องกง มีมุมถ่ายรูปเยอะมาก แต่ละมุมคือดี มาแล้วมุมถ่ายรูปเยอะเลย

คาเฟ่บรรยากาศดีในวังเวียง

1. PullMind Café

ขอบคุณภาพ กิน-เที่ยว กับเอกซอง จาก Trip.com

คาเฟ่ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซอง มีวิวภูเขาสวยงาม บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการมานั่งจิบกาแฟชมวิว PullMind Café เป็นคาเฟ่ที่ตั้งอยู่ในใจกลางวังเวียง โดยมีบรรยากาศที่อบอุ่นและเหมาะแก่การพักผ่อน จุดเด่นของที่นี่คือการออกแบบร้านที่เน้นการตกแต่งในสไตล์เรียบง่ายแต่ดูดี โดยมีทั้งโซนในร้านและโซนกลางแจ้งที่มองเห็นวิวธรรมชาติได้อย่างชัดเจน 

การบริการของร้านเป็นมิตรและมีความใส่ใจในลูกค้าเมนูเครื่องดื่มที่นี่มีหลากหลาย ตั้งแต่กาแฟรสชาติกลมกล่อมไปจนถึงชาและเครื่องดื่มอื่นๆ ที่เหมาะสำหรับการนั่งจิบและเพลิดเพลินไปกับการพูดคุย หรือการอ่านหนังสือ มีขนมเค้กและขนมหวานที่รสชาติอร่อยและนำเสนอดีมาก ทำให้เป็นสถานที่ที่ดีในการมานั่งพักและชิลล์ในบรรยากาศธรรมชาติของวังเวียง

2. V Coffee & Tea Vangvieng

ขอบคุณภาพ  Facebook: V Coffee & Tea Vangvieng

คาเฟ่ที่ได้รับความนิยมในวังเวียง มีเมนูเครื่องดื่มหลากหลาย บรรยากาศร้านน่านั่ง เหมาะกับการพักผ่อนระหว่างเที่ยว V Coffee & Tea Vangvieng เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่มาแรงในวังเวียง ซึ่งมีกลิ่นอายของความทันสมัยที่เข้ากับความเป็นธรรมชาติของเมือง ร้านนี้มีทั้งเครื่องดื่มกาแฟและชาให้เลือกหลากหลาย ทั้งร้อนและเย็น ซึ่งได้รับการปรุงแต่งอย่างพิถีพิถัน เมนูที่เด่นคือกาแฟลาเต้ที่มีรสชาติกลมกล่อมและชาที่หอมละมุน

บรรยากาศในร้านค่อนข้างสบายๆ และมีมุมถ่ายรูปหลายจุดสำหรับผู้ที่ชอบถ่ายภาพ ท่ามกลางการตกแต่งที่มีทั้งความมินิมอลและความเป็นธรรมชาติ ร้านยังมีการตกแต่งที่สวยงามและบรรยากาศที่สงบ เหมาะสำหรับการนั่งทำงานหรือคุยกับเพื่อนในวันสบายๆ

นอกจากนี้การบริการก็ถือว่าเอาใจใส่และเป็นมิตร ทำให้การมาที่ V Coffee & Tea เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ

คาเฟ่ในลาวมีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งบรรยากาศที่เงียบสงบ วิวธรรมชาติสวยงาม และการตกแต่งที่น่ารัก ถ้าคุณเป็นสายชา กาแฟ หรือชอบถ่ายรูป คาเฟ่เหล่านี้คือจุดหมายที่ไม่ควรพลาด

🔗 แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

  • Wongnai
  • Lemon8
  • Tripadvisor
  • คนหลงทาง

หวังว่ารีวิวนี้จะช่วยให้คุณได้พบกับคาเฟ่ที่ถูกใจในลาวนะคะ อย่าลืมเตรียมกล้องให้พร้อม แล้วออกไปสัมผัสบรรยากาศน่ารักๆ กันเลย!

 

คนเดียวก็เอาอยู่ ลุยลาวฉบับ Solo Traveler

คนเดียวก็เอาอยู่! ลุยลาวฉบับ Solo Traveler

การเดินทางคนเดียวไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อจุดหมายคือ “ลาว” ประเทศเพื่อนบ้านที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ วัฒนธรรม และผู้คนที่เป็นมิตร ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเดินทางมือใหม่หรือสายแบกเป้มากประสบการณ์ ลาวคือจุดหมายที่เหมาะสำหรับการเดินทางคนเดียวอย่างแท้จริง

Solo Traveler 

ในโลกยุคใหม่ที่ผู้คนให้คุณค่ากับประสบการณ์ส่วนตัวมากขึ้น การท่องเที่ยวคนเดียว หรือที่เรียกว่า “Solo Travel” จึงกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แม้จะฟังดูโดดเดี่ยวในสายตาหลายคน แต่แท้จริงแล้วการเดินทางเพียงลำพังกลับมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ยากจะหาได้จากการท่องเที่ยวแบบกลุ่ม

หนึ่งในเสน่ห์ที่โดดเด่นที่สุดของ Solo Travel คือ “อิสระ” ผู้เดินทางสามารถวางแผนและตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่การเลือกสถานที่ท่องเที่ยว ไปจนถึงกิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่ต้องปรับตามความต้องการของใคร การมีอิสรภาพในการตัดสินใจแบบนี้ ทำให้การเดินทางเต็มไปด้วยความสบายใจและตรงตามรสนิยมส่วนตัวมากที่สุด 

นอกจากนี้ Solo Travel ยังเป็นโอกาสในการ “เรียนรู้และพัฒนาตนเอง” เพราะเมื่ออยู่คนเดียวในต่างถิ่น นักเดินทางจะต้องเผชิญและแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทาง การสื่อสารกับคนท้องถิ่น หรือแม้แต่การดูแลตนเองในสถานการณ์ไม่คาดคิด สิ่งเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและทักษะชีวิตอย่างมาก ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากจากการเดินทางแบบพึ่งพาผู้อื่น 

อีกเสน่ห์หนึ่งของการเดินทางคนเดียว คือ “การได้รู้จักผู้คนใหม่ ๆ” การไม่มีเพื่อนร่วมทางเปิดโอกาสให้เราได้พูดคุยกับนักท่องเที่ยวหรือคนท้องถิ่นมากขึ้น บางครั้งมิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางเพียงช่วงสั้น ๆ กลับกลายเป็นสิ่งที่น่าจดจำและมีคุณค่าทางจิตใจมากกว่าที่คิด

ท้ายที่สุด เสน่ห์สำคัญที่ไม่อาจมองข้ามของ Solo Travel คือ “การได้อยู่กับตัวเองอย่างแท้จริง” ในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวน การได้เดินทางคนเดียวเป็นเหมือนการกดปุ่มพักจากชีวิตประจำวัน เป็นช่วงเวลาที่เราสามารถสำรวจความคิด ความรู้สึก และสิ่งที่อยู่ลึกในจิตใจของตัวเองอย่างสงบ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเดินทางคนเดียวไม่ใช่เพียงการออกไปเที่ยว แต่คือการเดินทางภายในจิตใจ เป็นประสบการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อชีวิต และเปิดโลกใหม่ให้กับผู้ที่กล้าก้าวออกไปด้วยตัวเอง

ทำไมลาวถึงเหมาะกับ Solo Traveler?

  1. ผู้คนเป็นมิตรและอบอุ่น

คนลาวมีนิสัยใจดี ยิ้มแย้ม และพร้อมช่วยเหลือเสมอ สำหรับนักเดินทางคนเดียว การได้พบเจอผู้คนที่เป็นมิตรเช่นนี้ช่วยให้รู้สึกปลอดภัยและไม่เหงา

  1. ค่าใช้จ่ายไม่สูง

ลาวเป็นประเทศที่ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก เหมาะสำหรับนักเดินทางที่มีงบจำกัด ที่พัก อาหาร และการเดินทางมีราคาย่อมเยา ทำให้สามารถเที่ยวได้อย่างสบายใจ

  1. ธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย

ลาวมีทั้งภูเขา แม่น้ำ น้ำตก และวัดวาอารามที่งดงาม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติและวัฒนธรรมในเวลาเดียวกัน

เส้นทางแนะนำสำหรับ Solo Traveler

เวียงจันทน์ (Vientiane)

เมืองหลวงของลาวที่มีบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะสำหรับการเริ่มต้นการเดินทาง

  • พระธาตุหลวง: สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ควรไปเยือน
  • ประตูชัย: สถาปัตยกรรมที่มีความงดงามและเป็นสัญลักษณ์ของเมือง
  • ตลาดกลางคืน: สถานที่ที่เหมาะสำหรับการเดินเล่นและชิมอาหารท้องถิ่น
 วังเวียง (Vang Vieng)

เมืองที่มีธรรมชาติสวยงามและกิจกรรมมากมาย

  • ล่องห่วงยางในแม่น้ำซอง: กิจกรรมยอดนิยมที่สนุกสนานและผ่อนคลาย
  • ถ้ำปูคำ: ถ้ำที่มีพระพุทธรูปและวิวที่สวยงาม
  • บอลลูนลอยฟ้า: ชมวิวเมืองจากมุมสูงที่น่าประทับใจ
 หลวงพระบาง (Luang Prabang)

เมืองมรดกโลกที่มีวัฒนธรรมและธรรมชาติที่งดงาม

  • วัดเชียงทอง: วัดที่มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม
  • น้ำตกกวางสี: น้ำตกที่มีน้ำสีฟ้าใสและสามารถว่ายน้ำได้
  • พิธีตักบาตรยามเช้า: ประสบการณ์ที่ควรลองเพื่อสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น

 เคล็ดลับสำหรับการเดินทางคนเดียวในลาว

  • ศึกษาข้อมูลล่วงหน้า: เพื่อเตรียมตัวและวางแผนการเดินทางได้อย่างราบรื่น
  • พกแผนที่หรือแอปนำทาง: เพื่อไม่ให้หลงทางและสามารถหาสถานที่ต่างๆ ได้ง่าย
  • เรียนรู้คำศัพท์พื้นฐาน: เช่น สวัสดี ขอบคุณ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับคนท้องถิ่น
  • รักษาความปลอดภัย: เช่น ไม่เดินทางคนเดียวในที่เปลี่ยว และเก็บของมีค่าให้ปลอดภัย

ที่พักแนะนำสำหรับ Solo Traveler

  • โฮสเทล: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพบปะนักเดินทางคนอื่นๆ
  • เกสต์เฮาส์: ที่พักที่มีบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง
  • โรงแรมขนาดเล็ก: สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

อาหารที่ควรลอง

  • ลาบ: อาหารประจำชาติที่มีรสชาติเผ็ดและเปรี้ยว
  • ข้าวเหนียว: อาหารหลักที่มักทานคู่กับลาบหรืออาหารอื่นๆ
  • เฝอ: ก๋วยเตี๋ยวที่มีน้ำซุปหอมและรสชาติกลมกล่อม

 แอปพลิเคชันที่ควรมี

  • Google Maps: สำหรับการนำทางและค้นหาสถานที่
  • Google Translate: สำหรับการแปลภาษา
  • Booking.com หรือ Agoda: สำหรับการจองที่พัก
  • Grab: สำหรับการเรียกรถในบางพื้นที่

______________________________________________________________________________________

อ้างอิงข้อมูลซ: https://absolutelylucy.com/, https://www.lifeofbrit.com/, Flash Pack

ปักหมุด 10 ที่เที่ยวยอดฮิตเวียงจันทน์ ไม่เช็กอินถือว่าพลาด!

นครหลวงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ขึ้นชื่อในเรื่องของวิถีชีวิตที่เนิบช้า ผู้คนที่เป็นมิตร วัฒนธรรมอันเก่าแก่ และธรรมชาติที่งดงาม จึงกลายเป็นจุดหมายปลายทาง ที่ดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วโลก ให้เดินทางมาเยือน 

เราจึงได้รวบรวม 10  ที่เที่ยวยอดนิยม ที่เมื่อไปเยือนที่เวียงจันทน์ แล้วจะต้องห้ามพลาดไปเช็กอิน เตรียมเก็บลงลิสต์เอาไว้ได้เลย!

1. ประตูชัย 

แลนด์มาร์กสำคัญ ของเมืองเวียงจันทน์ จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ นอกจาก ประตูชัย หรือปะตูไซ ในภาษาลาว ที่ตั้งตระหง่านใจกลางเมือง สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน สดุดีแก่ทหารลาว ที่สละชีพในสงครามโลกครั้งที่สอง และประกาศเอกราช จากประเทศฝรั่งเศส โดยสถาปัตยกรรม ได้ผสมผสานระหว่าง ศิลปะของลาวและฝรั่งเศส ได้อย่างลงตัว คล้ายกับประตูชัย ในกรุงปารีส แต่ก็ยังคงศิลปะแบบล้านช้าง เอาไว้อย่างชัดเจน นอกจากถ่ายรูปคู่กับประตูชัยแล้ว นักท่องเที่ยว ยังสามารถขึ้นไปชมวิว จากด้านบนของประตูชัย ได้อีกด้วย ใครที่ได้ไปเยือนเวียงจันทน์ ต้องไม่พลาด ไปเก็บภาพกับประตูชัย เป็นที่ระลึก 

📍 พิกัด https://maps.app.goo.gl/mctZnzLWGQfJm2eK9 

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08.00 น. – 17.00 น.  

💸 ค่าเข้า 2,000 กีบ

2. พระธาตุหลวง  

ศาสนสถานสำคัญ คู่บ้านคู่เมืองของลาว ตามประวัติเล่าว่า พระธาตุหลวง ได้ถูกสร้างขึ้น พร้อมกับการสร้างเมืองเวียงจันทน์ ในยุคสมัยของพระเจ้าจันทบุรีประสิทธิศักดิ์ เจ้าเหนือหัวผู้ครองนครเวียงจันทน์พระองค์แรก โดยไฮไลต์ อยู่ตรงองค์พระธาตุสีทองอร่าม รูปทรงคล้ายดอกบัวตูม มีความสูง 45 เมตร ถือว่ามีขนาดสูง และใหญ่ที่สุดในลาว ด้านในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา โดยในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี จะมีการจัดงาน นมัสการพระธาตุหลวง ซึ่งได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างช้านาน 

📍 พิกัด https://maps.app.goo.gl/zqY7aDY8F4eHGzz26 

 📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08:00 น. – 12:00 น.  และ 13.00 – 16.00 น.

💸 ค่าเข้า 30,000 กีบ

3. หอพระแก้ว

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ของเวียงจันทน์ ในอดีตเคยเป็นวัดที่ประดิษฐาน “พระแก้วมรกต” แต่ปัจจุบันเหลือเพียงพระแท่น ที่ประดิษฐาน และยังเคยเป็นวัดหลวงประจำ ราชวงศ์ของลาว ถูกสร้างขึ้นในสมัยของ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ด้านในเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ให้นักท่องเที่ยว สามารถเที่ยวชมได้ แต่ห้ามถ่ายรูป โดยมีการจัดแสดง วัตถุโบราณมากมาย ได้แก่ พระแท่นบัลลังก์ พระบางจำลอง กลองสำริดโบราณ เป็นต้น เหมาะแก่การมาเรียนรู้ ประวัติศาสต์ของลาว

📍 พิกัด https://maps.app.goo.gl/PF9eZ4hwHT9qEer56 

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08.00 – 12.00 น. และ 13.00 – 16.00 น.

💸 30,000 กีบ

4. สวนพระ 

แลนด์มาร์กยอดนิยม ที่ได้รับความสนใจ จากนักท่องเที่ยว ตั้งอยู่ห่างจากเวียงจันทน์ ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นที่รู้จักในหลาย ๆ ชื่อ ทั้ง สวนพระ ,  Buddha Park และ วัดเชียงควน โดยคำว่า เชียงควน หมายถึง จิตวิญญาณ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2501 โดยหลวงปู่บุญเหลือสุลิลัต พระที่ศึกษา ทั้งพุทธศาสนาและฮินดู ทำให้ในสวนพระแห่งนี้ เต็มไปด้วยรูปปั้น ซึ่งมาจากความเชื่อทั้งสองแบบ ทั้งทางศาสนาพุทธ มากกว่า 200 องค์ พระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่สูง 40 เมตร และยังมีประติมากรรม เทพเจ้าในศาสนาฮินดู ปีศาจ และสัตว์จากความเชื่อต่าง ๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่เหมาะแก่การไปเปิดหูเปิดตา 

📍 พิกัด https://maps.app.goo.gl/GPnMGMxYgAvwv8N76 

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08.00 น. – 17.00 น.  

💸 ค่าเข้า คนลาว 15,000 กีบ ต่างชาติ 40,000 กีบ

5. วัดศรีเมือง 

วัดสีเมือง หรือ วัดศรีเมือง เป็นวัดเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ของลาว เพราะสถานที่ตั้งของ เสาหลักเมืองเวียงจันทน์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2106 ในสมัยของ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ในสมัยโบราณ ใช้เป็นสถานที่ ประกอบพิธีสำคัญของกษัตริย์ โดยวัดศรีเมือง ยังเป็นที่รู้จัก ในฐานะวัดแห่งโชคลาภ โดยมี “เจ้าแม่สีเมือง” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวลาวเคารพนับถือ เชื่อกันว่าสามารถดลบันดาล ในสิ่งที่มาบนบานให้เป็นจริง โดยเฉพาะมาไหว้ขอลูก ใครที่เป็นสายบุญ ต้องห้ามพลาด การไปไหว้ขอพรที่วัดนี้

📍 พิกัด https://maps.app.goo.gl/VV7WcGG3saxKqVP16 

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08.00 น. – 17.00 น.  

💸 ไม่เก็บค่าเข้า 

6. หอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติลาว 

พิพิธภัณฑ์อันโอ่อ่าแห่งนี้ เป็นอาคารในยุคอาณานิคมฝรั่งเศส สถาปัตยกรรมจึงเป็นแบบฝรั่งเศส ในอดีตช่วงทศวรรษที่ 1920 เคยเป็นอาคารของหน่วยงานรัฐ ด้านในจัดแสดงประวัติศาสตร์ของลาว บอกเล่าถึงการต่อสู้ เพื่อเอกราชของชาวลาว จากการล่าอาณานิคม รวมถึงจัดแสดงวัตถุโบราณมากมาย เช่น ศิลาจารึก อาวุธ สิ่งของเครื่องใช้ ต่าง ๆ และเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่หลากหลายในประเทศลาว เหมาะแก่การมาท่องเที่ยว เรียนรู้ประวัติความเป็นมา ของประเทศลาว

📍 พิกัด https://maps.app.goo.gl/KyTmLXX932Bpks5Z7 

📅 เปิดวันจันทร์ – วันเสาร์

⏰ เวลา 08.00 – 12.00 น. และ 13.00 – 16.00 น. 

💸 ค่าเข้า 10,000 กีบ

7. วัดสีสะเกด

วัดสีสะเกด หรือ วัดสีสะเกศ มีอีกชื่อหนึ่งคือ วัดสะตะสะหัสสาราม ตั้งอยู่บนถนนล้านช้าง ใกล้กับหอพระแก้ว เป็นวัดเก่าแก่ ที่สำคัญของชาวลาว สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1818 สมัยของเจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์องค์สุดท้าย แห่งราชวงศ์เวียงจันทน์ มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม และพระพุทธรูป ขนาดน้อยใหญ่ มากกว่า 10,000 องค์

📍 พิกัด https://maps.app.goo.gl/HHKxdK8JnCWkcnTR6 

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08.00 – 12.00 น. และ 13.00 – 17.00 น.

💸 ค่าเข้า คนลาว 5,000 กีบ ต่างชาติ 30,000 กีบ

8. พระธาตุดำ

เจดีย์สูงทรงระฆังแปดเหลี่ยมสองชั้น ตั้งตระหง่าน กลางใจเมืองเวียงจันทน์ ใกล้กับตลาดเช้า สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 สมัยอาณาจักรล้านช้างตอนต้น ตามตำนานเชื่อกันว่า องค์พระธาตุดำ เป็นปากทางออก จากนครบาดาล เป็นที่อยู่อาศัยของ พญานาคเจ็ดเศียร ที่มาช่วยเหลือชาวลาว จากการรุกราน ของกองทัพสยาม ในปี 1827 ใครที่มีความเชื่อเรื่องพญานาค ต้องห้ามพลาด มาสักการะพระธาตุดำนี้กันให้ได้

9. พิพิธภัณฑ์สิ่งทอลาว (Lao textile museum)

พิพิธภัณฑ์เอกชนแห่งแรกในลาว เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่เหมาะแก่การมาเรียนรู้ ภูมิปัญญาของชาวลาวที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ นั่นก็คือการทอผ้า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีการจัดแสดงตัวอย่าง สิ่งทอจากทั่วประเทศ ผ้าไหมโบราณ สาธิตวิธีการทอผ้า ซึ่งมีความซับซ้อน และใช้ความอุตสาหะขั้นสูง รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชม ได้ลงมือทำผลงานของตัวเองอีกด้วย ได้แก่ การออกแบบลวดลายผ้าย้อมคราม นับเป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอิน ในเวียงจันทน์ ที่คนรักศิลปะต้องห้ามพลาด  

📍 พิกัด https://maps.app.goo.gl/VeaarQTPa4bHv1bq5 

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 09.00 น. – 16.00 น.  

💸 ค่าเข้า 30,000 กีบ

  1. ตลาดกลางคืนเวียงจันทน์  

จุดเช็กอินยามค่ำคืน ยอดนิยมหนีไม่พ้น ตลาดกลางคืนเวียงจันทน์  หรือ Vientiane Night Market ทุกเย็น ตั้งแต่เวลา  17.00 น. ตลาดกลางแจ้งแห่งนี้ จะเต็มไปด้วย เต็นท์สีแดงนับร้อยเรียงราย ริมถนนเลียบแม่น้ำโขง ทั้งชาวลาว และนักท่องเที่ยวต่างชาติ นิยมมาเดินชอปปิง เพลิดเพลินไปกับสินค้าที่ระลึก และแผงขายอาหารมากมายให้ได้เลือกซื้อ ดังนั้นการมาเยือน ที่ตลาดกลางคืนแห่งนี้ ถือเป็นการปิดทริปของวัน ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด 

📍 พิกัด https://maps.app.goo.gl/poWJR6Ag8gEw4Qd96 

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 18.00 น. – 22.00 น.  

พิกัดฮิตหลวงพระบาง 2024

พิกัดฮิตหลวงพระบาง 2024

ประเทศลาวที่ได้รับความนิยมในการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความสวยงามในหลากหลายด้าน ผู้คน สถานที่รวมไปถึงธรรมชาติและที่เที่ยว unseen ที่ไม่ใช่ว่าหาชมได้ง่ายๆ โดยที่ฮิตนั้นนอกจากลาวเหนือ หรือลาวใต้ที่คนกำลังให้ความมสนใจนั้น ยังคงมีที่หนึ่งคือ หลวงพระบาง อาจจะเป็นสถานที่ที่ใครๆเคยได้ยินมานาน แต่ก็ยังเป็นสถานที่ฮอตฮิตสำหรับคนที่ต้องการมาเที่ยวลาวอยู่ดี พิกัดฮิตหลวงพระบาง 2024 ที่ที่ใครๆก็ต้องมาถือว่า จุดเช็คอินห้ามพลาดที่ถือว่ามาถึงหลวงพระบางแล้วแน่นอน

1

ตลาดมืด ณ หลวงพระบาง (Luang Prabang Night Market)

ปิดท้ายไปเดินตลาดตอนกลางคืนหาของฝากกันที่ ตลาดมืด หรือถนนข้าวเหนียว มีตลาดท้องถิ่นอยู่บนถนนชื่อถนนศรีสว่างวงศ์  ใกล้กับที่ทำการไปรษณีย์หลวงพระบางและพิพิธภัณฑ์พระราชวัง ตลาดมีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ที่นี่ชาวหลวงพระบางและชุมชนม้งนำสินค้าแฮนด์เมดมาขาย มีของที่ระลึกเก๋ๆ มากมาย เช่น ของเงินแวววาวและผ้าหลากสีสัน ตอนกลางคืน ตลาดจะคึกคักมาก มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ต้องการซื้อเพื่อเป็นของฝาก

ในตอนเช้ามืดจะมีการตักบาตรข้าวเหนียวเป็นประเพณีที่สนุกสนานที่นักท่องเที่ยวหลายคนชื่นชอบ หากใครเดินทางไปลาวและต้องการเข้าร่วมงานนี้ สามารถมาได้ตั้งแต่เช้า

เวลาเปิด – ปิด : 17.00 น. – 23.00 น.

2

น้ำตกตาดกวางสี (Kuang Si Falls)

น้ำตกตาดกวางสี ได้ชื่อว่าน้ำตกที่สวยงามมากแห่งหนึ่งหรือเรียกว่าสวยที่สุดหลวงพระบาง อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 32 กิโลเมตร ผู้คนจำนวนมากจากยุโรปชอบมาเที่ยวที่นี่เพื่อความสนุกสนานและการผจญภัย มีสะพานและทางเดินรอบน้ำตก คุณสามารถปีนขึ้นไปชมน้ำตกด้านบน หรือจะลงมาเล่นน้ำก็ได้!

น้ำตกตาดกวางสี มีทั้งหมด 4 ชั้น มีความสูงโดยรวมประมาณ 75 เมตร น้ำดูเขียวมากเพราะมาจากหินปูน บริเวณรอบน้ำตกเหมาะแก่การมาเยี่ยมชมมาก มีสถานที่ต่างๆ เช่น จุดรับประทานอาหาร (แต่ห้ามทำอาหาร) พื้นที่เล่นน้ำที่สนุกสนาน และเจ้าหน้าที่ก็คอยดูแลความสะอาดของทุกอย่าง เมื่อไปถึงที่นั่นครั้งแรก นอกจากนี้บริเวณทางเข้าจะมีศูนย์อนุรักษ์หมี ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมหมีที่ช่วยเหลือมาจากการค้าสัตว์ป่าในสถานที่ต่างๆ ในประเทศลาวอีกด้วย

เวลาเปิด – ปิด : 06.00 – 17.30 น.
ค่าเข้าชม : 20,000 กีบ/คน

3

วัดพระธาตุพูสี (Wat Phou Si)

วัดพระธาตุพูสี วัดเก่าแก่ที่หลวงพระบาง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอนุรุท ประมาณปี พ.ศ.2337 ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบางบนยอดเขาที่มีความสูงราว 150 เมตร ซึ่งคำว่า พูสี มีความหมายว่า ภูเขาของพระฤาษี เดิมชื่อว่า ภูสรวง แต่เมื่อมีฤาษีไปอาศัยอยู่ชาวบ้านจึงเรียกว่ากันพูฤาษี หรือพูสี มาจนถึงปัจจุบัน ภูสีมีลักษณะเป็นดอกไม้สีทองขนาดใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ในอดีตกาลมีประเพณีพิเศษที่คนจะตีกลองเพื่อบอกเวลาทุกคน โดยจะตีกลองทุก ๆ ชั่วโมงจากหอคอยบนภูสี หากมีเหตุฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือมีคนร้ายเข้ามา พวกเขาก็จะใช้กลองเพื่อเตือนทุกคน แต่ปัจจุบัน ประเพณีนี้ไม่ได้ทำกันมานานหลายปีแล้ว

หากต้องการขึ้นพระธาตุภูสีบนภูเขา คุณต้องเดินขึ้นบันได 328 ขั้น คุณสามารถเดินขึ้นได้ 2 ทาง ทางแรกอยู่ด้านหน้าพระราชวังเก่า และอีกทางหนึ่งอยู่เลียบแม่น้ำคาน เมื่อถึงยอดเขา คุณสามารถชื่นชมพระเจดีย์อันสวยงามและมองเห็นเมืองทั้งเมือง 360 องศา หากไปตอนเย็น ก็สามารถชมพระอาทิตย์ตกได้เช่นกัน

เวลาเปิด – ปิด : 06.30 – 18.30 น.
ค่าเข้าชม : 20,000 กีบ/คน

4

วัดเชียงทอง (Xieng Thong Temple)

วัดเชียงทอง เป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ล้านช้าง ราชวงศ์หลวงพระบาง และราชวงศ์ลาว ที่เที่ยวหลวงพระบาง ที่เราจะได้ชมศิลปะและสถาปัตยกรรมอันงดงาม สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2103 โดยสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ผู้ปกครองราชอาณาจักรล้านช้าง มีวัดแห่งหนึ่งอยู่ริมแม่น้ำโขง มีอาคารที่สวยงามมาก ผู้คนต่างกล่าวขานว่าวัดแห่งนี้เปรียบเสมือน “อัญมณีของศิลปะล้านช้าง” เนื่องมาจากความงดงามของศิลปะล้านช้างทางภาคเหนือ วัดแห่งนี้ยังมีความสำคัญเนื่องจากเป็นวัดเดียวที่ไม่ถูกไฟไหม้เมื่อนานมาแล้วจากการสู้รบ ดังนั้นส่วนสำคัญต่างๆ ของวัดจึงยังคงอยู่เหมือนเดิมเมื่อครั้งที่สร้าง หลายคนคิดว่านี่คือตัวอย่างศิลปะล้านช้างที่สวยงามและสมบูรณ์ที่สุด

สิ่งก่อสร้องสำคัญภายในวัดแห่งนี้ที่พลาดไม่ได้ ได้แก่ 

  • พระอุโบสถ หรือ ที่ชาวลาวเรียกว่า “สิม”
  • วิหารน้อย (หรือหอไหว้น้อย)
  • หอไหว้สีกุหลาบ (สีชมพู)
  • วิหารหลังใหญ่
  • หอกลอง 
  • หอราชโกศเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ (โรงเมี้ยนโกศ)
เวลาเปิด – ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 06.00 – 17.30 น.
ค่าเข้าชม : 20,000 กีบ/คน

5

 พระราชวังหลวงพระบาง พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ (Royal Palace Museum, Luang Prabang)

สถานที่ที่ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองนั่นก็คือ พระราชวังหลวงพระบางที่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ เดิมทีที่นี่เป็นพระราชวังของเจ้ามหาชีวิตสายหลวงพระบาง จึงมีอีกชื่อเรียกว่า วังเจ้ามหาชีวิต สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2447 สมัยเจ้ามหาชีวิตสว่างวงศ์ สืบทอดต่อมาถึงสมัยเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา พระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของลาว โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมงดงาม เป็นอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูง ศิลปกรรมแบบยุโรปผสมล้านช้าง โดยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลลาวได้เปลี่ยนที่นี่เป็น “หอพิพิธภัณฑ์หลวง” โดยใช้เป็นสถานที่จัดแสดงโบราณวัตถุและของมีค่า  คุณสามารถชมสิ่งของเก่าแก่และพิเศษมากมาย เช่น บัลลังก์ พระพุทธรูป เครื่องสูงและราชูปโภคของเจ้าชีวิต  นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น โรงละคร พระลักษณ์-พระราม หอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง และหอพระบาง

ปัจจุบันนี้ แทนที่จะใช้เป็นพระราชวัง กลับถูกเรียกว่า “พิพิธภัณฑ์ราชวงศ์” ภายในมีของเก่าและพิเศษมากมาย เช่น เก้าอี้ของกษัตริย์ พระพุทธรูปที่สวยงาม และของขวัญจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น โรงละคร และห้องพิเศษที่คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติของกษัตริย์และสมบัติล้ำค่าของลาว และห้องโถงพิเศษที่คุณสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และสมบัติล้ำค่าของประเทศลาวเพิ่มเติม

*หมายเหตุ

การเข้าชมภายในพระราชวังต้องแต่งการให้สุภาพเรียบร้อย ห้ามถ่ายรูปภายใน และต้องเก็บกระเป๋าไว้ในล็อคเกอร์

เวลาเปิด – ปิด :
ช่วงเช้า 08.00 – 11.30 น. ปิดขายบัตรภาคเช้า 11.00 น.
ช่วงบ่าย 13.30 – 16.00 น. ปิดขายบัตรภาคบ่าย 15.30 น. (วันพฤหัสบดี 13.30 – 15.30 น.)
ค่าเข้าชม : 30,000 กีบ/คน

สะบายดีปากเซ ทริปเที่ยวลาวใต้ที่ห้ามพลาด

สะบายดีปากเซ ทริปเที่ยวลาวใต้ที่ห้ามพลาด

ประเทศลาว คือ ประเทศที่เต็มเปี่ยมธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่เป็นกันเอง มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติมากมาย ประเทศลาวยังคงเป็นอีกหนึ่งประเทศ ที่ไม่สูญเสียความเป็นตัวตน ต่อการเปลี่ยนตัวเองเพื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ความเป็นตัวเองและธรรมชาติจึงเป็นเอกลักษณ์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ถ้าหากเป็นสายท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ “ลาวใต้” แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ซึ่งเราจะไปท่องเที่ยวกันในแขวงจำปาสักกัน เมืองที่เต็มไปด้วยมรดกวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ เปิดประสบการณ์ ให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนด้วยทริป ตะลุยลาวใต้ จะมีแหล่งท่องเที่ยวลาวใต้ที่ไหนน่าสนใจ ร่วมติดตามพร้อมกันเลย 

เที่ยวลาวใต้มีอะไรดี? 

ลาวใต้ เป็นอีกหนึ่งมุมมองของประเทศลาว ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติอันบริสุทธิ์ วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ และวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน หากกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ หรืออยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ลาวใต้ คือ คำตอบที่กำลังตามหา 

  • ธรรมชาติ : อิ่มเอมใจด้วยแหล่งธรรมชาติที่ไม่ได้ปรุงแต่ง จุดเด่นที่ทำให้ลาวใต้กลายเป็นสถานที่ในดวงใจของใครหลายคน 
  • สถานที่ท่องเที่ยว : เปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ โบราณสถาน ชุมชนชาวลาว  เป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถชาร์จพลังงานได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน 
  • วิถีชุมชน : วิถีชีวิตเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต่างให้ความสนใจ เพราะชาวลาวเองยังคงรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ของหมู่บ้านไว้เป็นอย่างดี 
  • อาหาร : อาหารหลักคือเมนูปลา เนื่องจากโซนลาวใต้มีเขตติดต่อกับแม่น้ำโขง จึงทำให้ประชาชนในพื้นที่นิยมประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก 

มนต์เสน่ห์ของปากเซ

ปากเซ คือ เมืองหลวงของจังหวัดจำปาสัก ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ล่างสุดของประเทศลาว เป็นเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมลาวใต้ บรรยากาศโดยรวมเงียบสงบ เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ช่วง High Season เป็นช่วงฤดูหนาว นอกจากนั้นปากเซยังตวามหลากหลายในหลาย ๆ ด้าน  เนื่องจากเป็นเมืองเศรษฐกิจ จึงทำให้มีประชากรหลากหลายชนชาติเข้ามาดำรงชีวิตในเมืองนี้ โดยการเดินทางจากประเทศไทยไปยังเมืองปากเซ มีเส้นทางที่สั้นที่สุด คือ ผ่านพรมแดนจังหวัดอุบลราชธานี ข้ามสะพานมิตรภาพลาว – ญี่ปุ่น

ที่พักเมืองปากเซ

หมดกังวลเรื่องที่พัก เพราะแขวงปากเซเป็นเมืองเศรษฐกิจ จึงมีที่พักให้เลือกอย่างหลากหลาย หลายรูปแบบ หลายราคา ตั้งแต่ระดับโฮสเทลไปจนถึงระดับลักชูรี่ พร้อมบริการนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ มอบประสบการณ์สำหรับการท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน แต่เที่ยวทั้งทีลองนอนแบบโฮสเทลก็ไม่เสียหายอะไร พูดคุยกับเพื่อนต่างสัญชาติ บางทีอาจได้สมาชิกเพิ่มในทริปก็มี นอกจากนี้ยังมีคาเฟ่ร้านกาแฟคอยให้บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย สะดวกสบายสำหรับคอกาแฟ ได้จิบกาแฟท่ามกลางธรรมชาติ คงเป็นอะไรที่นักท่องเที่ยวหลายคนต่างมองหา

น้ำตกคอนพะเพ็ง

ไนแอการาแห่งเอเชีย เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีความอลังการมากที่สุด เมื่อเทียบกับขนาดของตัวคนแล้ว คนมีขนาดเหลือเพียงมดตัวน้อยเท่านั้น กระแสน้ำไหลเชี่ยว ไหลผ่านแก่งหินหลากหลายขนาด น้ำตกคอนพะเพ็งมีความสูงประมาณ 21 เมตร ประกอบด้วยหินหลายชั้นซ้อนทับกัน จึงทำให้มีความสวยงามและอันตรายในเวลาเดียวกัน ความใสของน้ำขึ้นอยู่กับฤดูขณะนั้น อากาศโดยรวมเย็นสบาย แต่ต้องระวังในช่วงฤดูน้ำหลากล่ะ เพราะปริมาณน้ำจะค่อนข้างสูงกว่าปกติ 

วัดหลวงปากเซ

หรือวัดโพธิ์ระตะนะสาสะดาราม เป็นวัดสำคัญของเมืองปากเซ เคยเป็นพระอารามที่มีความสำคัญในยุคอาณาจักรล้านช้าง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ 2578 เป็นแหล่งเผยแพร่สำคัญทางพุทธศาสนา มีความขลัง และมีอายุนานนับหลายร้อยปี เรียกได้ว่าวัดหลวงปากเซเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมานาน ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเซโดนประเทศลาว ซึ่งมีเส้นทางน้ำไหลมาบรรจบกับกระแสแม่น้ำโขง สร้างความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์ให้กับวัดหลวงปากเซได้อย่างงดงาม นักท่องเที่ยวต่างแวะมาเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมสมัยเก่า ที่มีการผสมผสานระหว่างศิลปะล้านช้างกับศิลปะยุโรป สามารถเห็นได้เลยว่าเจดีย์วัดมีรูปทรงที่แปลกตา ไม่ซ้ำใคร มีการใช้กระเบื้องหลากสีสำหรับตกแต่ง ด้านในมีวิทยาลัยสงฆ์สำหรับเก็บตำราเก่าแก่ ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้า 

  • คำเตือน : เนื่องจากประเทศลาวมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่เคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ควรแต่งกายอย่างสุภาพเรียบร้อย รวมถึงการสำรวมกิริยาต่าง ๆ ด้วย 

น้ำตกตาดฟาน

พักหลังมานี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เป็นกระแสรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวลาวใต้ในโซเชียลมีเดียเกือบทุกแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะ TikTok น้ำตกตาดฟานนับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คุ้มค่าต่อการเดินทางมาก ๆ ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติเขียวชะอุ่ม ท่ามกลางหมอกหนาที่ลงจัด ทำให้น้ำตกคงความสวยงามอย่างเป็นเอกลักษณ์ ก่อนหน้านี้น้ำตกตาดฟานเคยเป็นปากปล่องภูเขาไฟ แต่ด้วยกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป ภูเขาไปจึงดับมอบลงไปนานแล้ว ไฮไลท์ของน้ำตกตาดฟาน คือ Zip Line ด้วยความสูงกว่า 220 เมตร เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ทางธรรมชาติ เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝน (ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – ตุลาคม) เนื่องจากเป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำมากและอากาศเย็นสบาย 

  • ค่าใช้จ่าย : สำหรับน้ำตกตากฟ้ามีค่าใช้จ่ายประมาณ 1250 บาท โดยจำแนกเป็นค่าเข้าน้ำตก 50 บาท ค่าบริการ Zip Line 1000 บาท ค่าเช่าไม้เซลฟี่ 100 บาท ราคานี้ยังไม่รวมค่ารถและค่าอาหารนะคะ

น้ำตกหลี่ผี

หรือตาดสมพะมิตร ความสวยงามของน้ำตกหลี่ผีอยู่ที่จำนวนหินที่มากจนตระการตา เมื่อถึงหน้าน้ำจะทำให้น้ำตกแห่งนี้ความสวยงามเป็นอย่างมาก เพราะน้ำจะไหลผ่านไปยังทุกช่องหิน ซึ่งแก่งหินดังกล่าวเกิดขึ้นจากการยุบตัวลง ทำให้เกิดเป็นผาสูง ประมาณ 15 ถึง 20 เมตร กระแสน้ำค่อนข้างเชี่ยว สำหรับน้ำตกหลี่ผี มีบริการ Zip Line คอยบริการนักท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 1500 บาท ถือว่าเป็นการจ่ายที่แลกมากับประสบการณ์ที่หาจากไหนไม่ได้ นอกจากน้ำตกหลี่ผี ความสวยงามของธรรมชาติ ผสมผสานระหว่างพันธุ์ไม้และหินลักษณะต่าง ๆ  ตื่นตาด้วยละอองน้ำสีขาวที่เหมือนปุยเมฆยังเป็นเอกลักษณ์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกด้วย

  • คำเตือน : เส้นการเดินทางค่อนข้างสมบุกสมบัน ควรเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิต ไม่ว่าจะเป็นยาดม ยาแก้เมารถ ลูกอม และเตรียมใจไว้ให้พร้อมกับเส้นทางที่ต้องเจอ เนื่องจากพื้นที่ส่วนมากเป็นหิน จึงทำให้การเดินทางค่อนข้างยากลำบาก

วัดพูสะเหลา

ตั้งอยู่บนดอยสูง เมื่อมองลงมาจะเห็นวิวทิวทัศน์อย่างรอบด้าน มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอย่างโดดเด่น องค์สีทองสวยเด่นเป็นสง่า ตั้งหันหน้าเข้าหาแม่น้ำ บอกเล่าวัฒนธรรมของวิถีชีวิตประชาชนชาวลาวได้เป็นอย่างดี เป็นศูนย์รวมด้านศาสนาที่มีมาแต่ช้านานของประชาชนละแวกนั้น ควรกราบไหว้สักการะสักครั้ง เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต ที่สำคัญสามารถดูพระอาทิตย์ตกในยามเย็นได้ สามารถเดินขึ้นบันไดหรือจะขับรถขึ้นมาก็ได้ วัดพูสะเหลา เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรมาสัมผัสให้ได้ นอกจากการสักการะบูชา ยังสามารถชมวิวเมืองได้อย่างเต็มตาเต็มใจ

น้ำตกตาดเยื้อง

อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่ห้ามพลาด ความสวยงามที่นักท่องเที่ยวต่างการันตีกันว่า 10 เต็ม 10 ด้วยความสูงของหน้าผากว่า 80 เมตร และจุดชมวิวท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ เป็นเหมือนสถานที่ที่หลุดมาจากนิยาย ละอองน้ำที่ฟุ้งกระจายท่ามกลางความเขียวชอุ่ม มีระยะทางห่างจากน้ำตกตาดฟานแค่ไม่กี่กิโลเมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่แฝงกลิ่นอายวัฒนธรรมความเป็นลาวได้อย่างดี มีจุดอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวไม่ขาดสาย ถ้ามาในช่วงที่มีแดดบางมุมอาจทำให้เกิดสายรุ้ง แต่ถ้าเที่ยวนี้ช่วงหน้าฝนน้ำตกก็จะเต็มไปด้วยละอองน้ำที่ฟุ้งกระจายทั่วอากาศ ทำให้เกิดความรู้สึกที่ต่างกันออกไป

น้ำตกผาส้วม

ห๊าาา ฟังไม่ผิดแล้วค่ะ น้ำตกผาส้วม เพราะคำว่าส้วมในภาษาลาวหมายถึง “ห้อง” จุดเด่นของน้ำตกแห่งนี้ คือ แนวหินที่เรียงกันเป็นรูปตัวยู มีน้ำตกไหลผ่านไม่ขาดสาย น้ำใสเห็นตัวปลา ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงาม จุดเด่นอยู่ที่สะพานไม้ข้ามฝั่ง ให้ความรู้สึกถึงวิถีชาวลาวแบบ 100% นอกจากนั้น น้ำตกผาส้วมอยู่ใกล้กับชุมชนชนเผ่า ซึ่งเต็มไปด้วยวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของตนเอง มีพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเกี่ยวกับวิถีชีวิตของตนเอง สิ่งอำนวยความสะดวกเพียบ พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวอย่างแน่นอน

ห้วยบางเลียง

สถานที่สุดท้ายที่แนะนำให้ได้รับชมกัน เมื่อเราใต้อุดมไปด้วยความเขียวขจีของธรรมชาติ ประเทศลาวเต็มไปด้วยน้ำตกและแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมอยู่มาก และจะพลาดกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมได้อย่างไร นั่นคือกิจกรรมล่องแก่งที่ห้วยบางเลียง ซึ่งห้วยบางเรียงเป็นลำแม่น้ำที่มีต้นกำเนิดมาจากแม่น้ำโขง มีทำเลอยู่บนที่ราบสูงประมาณ 1200 เมตรจากระดับน้ำทะเล กระแสน้ำไหลเชี่ยว ก่อนเริ่มล่องแก่งได้ ควรศึกษาวิธีการพายและพลิกเรือก่อน และวิธีรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินขณะล่องแก่ง เพื่อความปลอดภัย ในการท่องเที่ยว แต่ส่วนมากแล้วมักล่องกับเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการ

จัดทริปเที่ยวลาวใต้ทั้งที ต้องห้ามพลาดสถานที่สำคัญเชิงธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตก หรือแม้แต่วัด ที่พร้อมให้ทุกคนได้ศึกษาประวัติศาสและวัฒนธรรมไปพร้อมกัน วันหยุดยาวอย่าลืมเก็บกระเป๋า แล้วมาเที่ยวลาวใต้กันเยอะ ๆ นะคะ นอกจากการดื่มด่ำธรรมชาติแล้ว คุณจะหลงใหลไปกับวิถีชีวิตความเป็นกันเองของพี่น้องชาวลาวอย่างแน่นอน ลาวใต้ยังมีอะไรดี ๆ ให้ได้ค้นหาอีกเยอะมาก หวังว่าจะได้ใช้วันหยุด ไปกับธรรมชาติและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายในประเทศลาวกันเน้อ

ขอบคุณข้อมูล : https://www.fwd.co.th/th/article/travel/lao-with-passion , https://thaifly.com/blog/article-770

ปักหมุด 5 พิกัด ที่เที่ยวลาวเหนือ สายรักธรรมชาติไม่ไปไม่ได้แล้ว!

ปักหมุด 5 พิกัด ที่เที่ยวลาวเหนือ สายรักธรรมชาติไม่ไปไม่ได้แล้ว!

ลาวมีชื่อเสียงโดดเด่น ด้านแหล่งท่องเที่ยว ทางธรรมชาติ ที่อุดมสมบูรณ์ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่น่าไปสัมผัส โดยเฉพาะลาวเหนือ ที่เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยว ยอดนิยมมากมาย สำหรับใครที่อยากจะเดินทางไปเยือน ต้องห้ามพลาดทั้ง 5 พิกัด ที่เรานำมาฝาก! 

1. เมืองหนองเขียว (Nong Khiaw)

ใช้เวลาเดินทาง จากหลวงพระบาง ประมาณ 4 ชั่วโมง ก็จะพบกับเมืองเล็ก ๆ ติดลำน้ำอู ที่ถูกโอบล้อม ไปด้วยภูเขาหินปูน ในบรรยากาศเขียวขจี เหมาะกับนักเดินทาง สายรักธรรมชาติอย่างแท้จริง 

โดยไฮไลต์เด็ด ที่ต้องห้ามพลาด คือการขึ้นไปชมเมืองหนองเขียว แบบ 360 องศา บนจุดชมวิวหนองเขียว จะพบกับภาพความงดงามอันน่าประทับใจ ทั้งสายน้ำคดเคี้ยว โอบล้อมภูเขาสูง และสายหมอกใต้ก้อนเมฆ

ที่พักส่วนใหญ่ของที่นี่ จะเป็นบังกะโลไม้ หรือกระท่อมไม้ ราคาไม่แพง แต่ได้ดื่มด่ำกับวิวหลักล้าน มองเห็นวิวของแม่น้ำ และท้องฟ้าใส ได้จากระเบียงห้อง ถ้าอยากจะทำกิจกรรม สร้างความคึกคัก ก็มีให้เลือกหลากหลายแนว ได้แก่ ล่องเรือ พายเรือคายัก ปีนผา ปั่นจักรยาน ชมถ้ำ หรือแม้แต่การเดินเท้า สำรวจธรรมชาติรอบ ๆ ก็เพลิดเพลินไม่ใช่น้อย  

2. หลวงน้ำทา (Luang Namtha)

หลวงน้ำทา เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือตอนบนของลาว ติดกับเมียนมาและจีน มีภูมิประเทศ เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่ามากถึง 39 ชนเผ่า ได้แก่ ม้ง ขมุ ไทเหนือ ไทดำ ไทแดง ไทขาว ไทยวน ไทลื้อ ฯลฯ โดยแต่ละกลุ่ม ต่างก็มีภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ดึงดูด ให้ผู้เดินทางมาเยือน ได้มาเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ 

ผู้คนส่วนใหญ่ในหลวงน้ำทา ยังคงใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ทำการเกษตรเป็นอาชีพหลัก บรรยากาศจึงค่อนข้างเงียบสงบ เหมาะสำหรับการมาท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยเฉพาะการเดินป่า หรือปั่นจักรยาน ชมหมู่บ้านชาวเขา

ด้วยภูมิประเทศ ที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาและลำธาร ทำให้มีสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม และมกราคม อุณหภูมิสามารถลดต่ำลงเหลือ 0 องศาเซลเซียส เลยทีเดียว 

3. เมืองงอย (Muang Ngoi)

เมืองงอยตั้งอยู่ห่างจาก หลวงพระบาง ประมาณ 135 กิโลเมตร ในอดีตการเดินทางมาที่นี่ จะต้องนั่งเรือมาเท่านั้น เพราะไม่มีถนนเข้าถึง โดยต้องนั่งรถจากหลวงพระบาง ไปลงที่เมืองหนองเขียว แล้วล่องเรือมาตามลำน้ำอู แต่ปัจจุบัน มีการก่อสร้างถนนตัดผ่าน ทำให้สามารถนั่งรถบัส จากหลวงพระบาง มาถึงเมืองงอยได้แล้ว โดยจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง

กิจกรรมท่องเที่ยวของที่นี่ จะเน้นให้นักท่องเที่ยว ใช้ชีวิตให้กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น การเดินป่า ปีนเขา สำรวจถ้ำ ล่องเรือ และสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้าน ด้วยที่พักแบบโฮมสเตย์ 

ด้วยภูมิประเทศ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขา ในช่วงหน้าฝนจนถึงหน้าหนาว ทั้งเมืองจึงถูกปกคลุม ไปด้วยเมฆหมอกตลอดทั้งวัน ทำให้บรรยากาศงดงามราวกับภาพวาด เหมาะแก่การปลีกวิเวก หลีกหนีจากความวุ่นวาย มาใช้เวลาดื่มด่ำกับธรรมชาติอันแสนสงบ  

4. เมืองเฟือง (Mueang Feuang)

เมืองที่กำลังเป็นกระแสอย่างต่อเนื่อง ตั้งอยู่ห่างจาก นครหลวงเวียงจันทน์ ประมาณ 100 กิโลเมตร ด้วยภูมิประเทศที่โอบล้อม ด้วยภูเขาหินปูนสูง ตัดกับทุ่งนาเขียวขจี และแม่น้ำไหลเย็น จึงดึดดูดให้นักท่องเที่ยว ที่รักธรรมชาติ และความเงียบสงบ พากันเดินทางมาเยือน อย่างไม่ขาดสาย 

ที่นี่ผู้คนส่วนใหญ่ ยังคงใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ด้วยการทำเกษตรกรรม ทำไร่ ทำนา สวนยางพารา และประมงพื้นบ้าน ทำให้กิจกรรมการท่องเที่ยวในเมืองเฟือง จะเป็นในเชิงอนุรักษ์ เน้นความเรียบง่าย สโลว์ไลฟ์ ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศ ความงดงามของธรรมชาติ

โดยไฮไลต์ของการมาเยือนเมืองเฟือง ที่ไม่ควรพลาด คือการพักบนแพติดริมน้ำ และตักบาตรในตอนเช้า โดยพระสงฆ์จะพายเรือออกมารับบิณฑบาต ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่น่าลองไปสัมผัสดูสักครั้ง 

5. แขวงพงสาลี (Phongsali Province)

ดินแดนเหนือสุดแห่งเมืองลาว มีพรมแดนติดกับ เวียดนามและจีน ลักษณะภูมิประเทศ เป็นภูเขา และที่ราบสูงพูฟ้า ซึ่งมีความสูง 1,400 เมตร จึงเกิดเป็นทัศนียภาพที่งดงาม จนได้รับการขนานนาม ในหมู่นักท่องเที่ยว ว่าการมาเยือนที่นี่ เหมือนกับได้ไปทั้งจีน และเวียดนาม ในเวลาเดียวกัน

ในอดีต สมัยที่ยังเป็น อาณานิคมของฝรั่งเศส ด้วยชัยภูมิที่อยู่กึ่งกลาง ระหว่างจีนกับเวียดนาม ทำให้เมืองแห่งนี้ ถูกใช้เป็นที่ตั้งค่ายทหาร จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ภายในตัวเมือง จึงมีอาคารแบบฝรั่งเศส หลงเหลือให้เห็นอยู่นั่นเอง 

นอกจากความงดงาม ทางธรรมชาติแล้ว ที่นี่ยังเป็นแขวง ที่มีความหลากหลาย ทางเชื้อชาติมากที่สุด แขวงหนึ่งของลาวก็ว่าได้ เพราะประกอบไป ด้วยชาติพันธุ์ต่าง ๆ มากกว่า 20 เผ่า ได้แก่ ขมุ ม้ง อาข่า เย้า ชาวไท รวมถึงเวียดนาม และจีน ดังนั้นการท่องเที่ยวหลัก ๆ ในพงสาลี จึงเป็นการเดินป่า เยี่ยมชมหมู่บ้านชาวเขา ในเผ่าต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิต และวัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่ไม่เคยพบเห็นนั่นเอง

สถานท่องเที่ยวลาวแบบ Unseen คำม่วน ถ้ำใหญ่และยาวที่สุดในโลก

สถานท่องเที่ยวลาวแบบ Unseen คำม่วน ถ้ำใหญ่และยาวที่สุดในโลก

ถ้ำลอดเซบั้งไฟ (Xe Bang Fai River Cave) ถ้ำระหว่างประเทศลาวและเวียดนาม ได้รับขนานนามว่าใหญ่และยาวที่สุดในโลก ภายในถ้ำเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งความสวยงสมของธรรมชาติตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ มีชื่อเสียงเรื่องการล่องแก่งจากทีม  National Geographic การผจญภัยระยะประมาน 16 กิโลที่ต้องใช้เวลาถึง 3 หรือ 4 วัน เพื่อชมความงามและลึกลับททั้งหมดของถ้ำลอดเซบั้งไฟ ให้ครบหมดได้ ถือเป็น ลาว Unseen ในลิสต์ของใครหลายๆคนเลย ใครที่ชอบความตื่นเต้น รักการผจญภัยไปกับธรรมชาติ ต้องห้ามพลาดที่นี่

ถ้ำลอดเซบั้งไฟ (Xe Bang Fai River Cave) มีถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ระหว่างประเทศลาวและเวียดนาม แม่น้ำเซอบังไฟไหลผ่านลาว ไหลผ่านสองพื้นที่ คือ คำม่วน และสะหวันนะเขต ถ้ำแห่งนี้ถือเป็น ลาว Unseen ที่สุดแห่งหนึ่งในลาวตอนกลาง โดยแม่น้ำล้อมรอบไปด้วยทิวทัศน์อันสวยงามตระการตาที่มองไปทางไหนก็เห็นได้ ภายในถ้ำมีของเก่ามากมายที่หายากความดึกดำบรรพ์ ซึ่งเกิดขึ้นจากธรรมชาติผ่านน้ำและกาลเวลามาหลายล้านปี

สถานที่แห่งนี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกเพราะทีมงาน National Geographic ได้แบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ ใครที่ชื่นชอบการผจญภัยของ National Geographic มักจะอยากสำรวจโลกเช่นเดียวกัน ดังนั้น เราจึงพูดถึงที่นี่ให้ลึกมากยิ่งขั้นเพื่อให้ผู้คนรู้จักสถานที่พิเศษแห่งนี้มากขึ้นด้วย สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ลึกลับที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น แต่ตอนนี้ได้กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนสามารถมาร่วมกันค้นพบความลับอันน่าตื่นเต้นของโลกได้

ถ้ำเซบั้งไฟตั้งอยู่ในบ้านหนองปิง เมืองบัวละพา ซึ่งอยู่ในเขตแขวงคำม่วนของประเทศลาว ห่างจากเมืองท่าแขกประมาณ 154 กิโลเมตร โดยสามารถขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข 12 แม่น้ำเซบั้งไฟไหลผ่านที่ราบสูงนากายไปตามชายแดนลาว – ​​เวียดนาม ในช่วงฤดูฝนที่คุณต้องนั่งเรือไปตามแม่น้ำพนังไปทางปากถ้ำ ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 นาที.

ในช่วงสงครามอินโดจีน เครื่องบินอเมริกันทิ้งระเบิดลงบนสะพานสำคัญเหนือน้ำเพื่อหยุดยั้งศัตรูไม่ให้นำเสบียงมาได้ แต่ทีมของโฮจิมินห์ฉลาดและซ่อนถนนไว้ใต้น้ำ ดังนั้นเครื่องบินจึงไม่สามารถมองเห็นสะพานและไม่ได้ทิ้งระเบิดลงไป

ถ้ำลอดเซบั้งไฟ (Xe Bang Fai River Cave) ลองนึกภาพถ้ำมหัศจรรย์ที่มีห้องขนาดใหญ่สวยงามอยู่ภายใน ผนังถ้ำมีหินย้อยมันวาวแหลมยาวห้อยลงมาจากเพดาน เรียกว่า หินย้อย และหินงอกที่ยื่นขึ้นมาจากพื้น เรียกว่า หินงอก หินย้อยเหล่านี้ดูสวยงามจนคุณอยากจะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก! เพดานถ้ำบางส่วนสูงมากจริงๆ และบางจุดก็มีหาดทรายติดกับน้ำ คุณจะเห็นหินย้อยและหินงอกรูปร่างแปลกตาที่เกิดขึ้นในความมืด โดยเฉพาะหินย้อยที่ดูเหมือนม่านหินเงาบนหน้าผาใกล้ชายหาด ซึ่งดูสวยงามตระการตาจริงๆ! โดยเฉพาะม่านหินย้อยในรูปแบบ Flowstone ที่อยู่บนผนังผาริมหาด ซึ่งเราก็ได้ชื่นชมภาพเหล่านั้นอย่างเต็มตา

ถ้าเซบั้งไฟหรือถ้ำน้ำลอดเซบั้งไฟ เป็นถ้ำที่กว้างใหญ่มากในถ้ำอลังการจนได้รับการบันทึกว่าเป็นถ้ำลอดที่ใหญ่ที่สุดในโลกกันเลยที่เดียว ลำน้ำเซบั้งไฟไหลเข้าปากถ้ำอีกฝั่งของภูเขาแล้วไหลเข้าไปภายในถ้ำจนมาทะลุอีกด้านหนึ่งของถ้ำ ภายในถ้ำมีเกาะแก่งมากมาย  อันตรายมากๆซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ ถ้ำนี้มีความยาวประมาณ 9.5 กิโลเมตร! เมื่อเข้าไปภายในจะพบกับหินงอกหินย้อยรูปร่างแปลกตาราวกับหินรูปร่างสวยงาม เพดานถ้ำสูงมาก ประมาณ 100-200 เมตร ผนังถ้ำเป็นหินก้อนใหญ่ก้อนเดียว ภายในมืดมาก แต่มีน้ำใสไหลตลอดเวลา ใครได้ไปเยือนถ้ำนี้ก็ต้องบอกว่าถ้ำแห่งนี้สวยงามจริงๆ

ล่องแก่งตามรอย National Geographic

ปกติในการล่องแก่งของถ้ำแห่งนี้ 4 วัน 3 คืนเข้าปากถ้ำทางหนึ่งไปทะลุอีกทางหนึ่งแม้ระยะทางล่องแก่งภายนอกจะแค่ 16 กิโลเมตร  แต่ก็ใช้เวลาตั้ง 2 วันกว่าจะถึงหลังถ้ำ  เพราะต้องผ่านแก่งแต่ละแก่งที่ยากพอสมควรร่วมกับชมธรรมชาติชายแดนลาว-เวียดนาม ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไม่คิดว่าลาวกลางจะสวยขนาดนี้

ใช้เวลาทั้งวันล่องแพและมองสิ่ง unseen ของโลกที่ซ่อนอยู่ถ้ำแห่งนี้ ไม่ได้คับแคบและอึดอัดอย่างที่คิด ภายในมีอากาศดีและลมพัดผ่านได้ดี เพดานถ้ำสูงมาก เหมือนกับอาคารยักษ์ และกว้างมากด้วย ถ้ำนี้ยาวเกือบเท่ากับสนามฟุตบอล 100 สนามติดต่อกัน ดังนั้นเราจึงอยู่ที่นั่นนานจนลืมแสงแดดภายนอกไป เพื่อความสนุกสนานและปลอดภัย เราต้องการอุปกรณ์พิเศษที่เปียกน้ำได้และไฟสำหรับมองเห็นในที่มืด การพกไฟฉายที่สว่างมากซึ่งฉายแสงได้ 1,000 ลูเมนมาเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากในถ้ำไม่มีไฟฟ้า แสงสว่างเป็นสิ่งสำคัญเพราะถ้ำนี้ใหญ่และมืดมาก และพายแพได้ยากหากไม่มีแสงสว่าง

ทะลุออกมาด้านหน้าถ้ำจนได้และตั้งแคมป์ริมน้ำชมความงามยามค่ำคืน ดาวที่ที่สวยมากกกก เยอะสุดๆไปเลย อากาศก็ดีมาก 

การเดินทางสู่ดินแดนถ้ำเซบั้งไฟ

  • เริ่มต้นจากเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน 
  • โดยใช้เส้นทางหมายเลข 12 ไปยังเมืองจุดสุมหลงคัง เป็นทางลาดยาง ระยะทาง 103 กม. 
  • ด้วยทางลูกรังอีก 37 กม.ไปยังเมืองบัวละพา 
  • เดินทางต่อไปอีกประมาณ 14 กม. ก็ถึงบ้านหนองปิง สภาพถนนเป็นถนนดิน ถ้าช่วงหน้าฝนจะเป็นเส้นทางที่ยากลำบาก เป็นหลุม เป็นบ่อโคลน 
  •  ใช้เส้นทางท่าแขกไปยังบ้านมหาไช ไปบ้านป่าหนาม แล้วไปยังเมืองบัวละพา แม้ว่าระยะทางจะใกล้กว่าเล็กน้อย แต่เป็นเส้นทางลูกรัง 

ที่พักบ้านหนองปิง

  • ที่พักแบบโฮมสเตย์ในหมู่บ้าน ค่าที่พัก 50,000 กีบ/ต่อคืน ต่อคน รวมอาหาร  2 มื้อ 
  • ที่พักของเมือง อยู่ใกล้กับโรงเรียนในหมู่บ้าน ค่าที่พักประมาณ 300,000 กีบ/ต่อหลังต่อคืน ในหมู่บ้านไม่มีร้านอาหารใดๆ ควรเตรียมเสบียงและน้ำดื่มไปให้พอเพียง

ฤดูกาลเที่ยว 

  • ตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน

ขอบคุณข้อมูล : Thepuffinhouse, Discoverlaos, Fanpage: จับปูใส่กระด้ง, komchadluek

แจกวาร์ป 20 ที่เที่ยวลาวยอดฮิต ต้องห้ามพลาด จากเหนือจดใต้

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ไทย เดินทางสะดวก เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยว ทางธรรมชาติ และวัฒนธรรมที่งดงาม ที่สำคัญยังสามารถสื่อสารกันเข้าใจ จึงถือเป็นจุดหมายปลายทาง ที่น่าเดินทางไปเยือน วันนี้เราก็ได้รวบรวม 20 ที่เที่ยวยอดนิยมในลาว ตั้งแต่จากเหนือจดใต้มาฝาก ถ้าใครไปเที่ยวลาว ต้องห้ามพลาด! 

1.  หอพระบาง (Haw Pha Bang)

https://discoverlaos.today/th/img/thing_to_do/144d103fe0f300a6adcbb9e07203fd01.jpg?p=image1920x1080&size=lg

หอพระบาง หรือหอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง เป็นพระบรมมหาราชวังเดิม ตั้งอยู่ในพระราชวังหลวงพระบาง การออกแบบ ผสมผสานระหว่าง สถาปัตยกรรม สไตล์ฝรั่งเศส และล้านช้าง ปัจจุบันได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม ภายในจัดแสดง โบราณวัตถุและสิ่งของล้ำค่า ได้แก่ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ธรรมาสน์ บัลลังก์ เครื่องสูง และราชูปโภคของเจ้าชีวิต กลองโบราณ เป็นต้น 

📌 คำแนะนำสำหรับผู้ที่จะมาเยี่ยมชม ควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย มิดชิดคลุมเข่า มิเช่นนั้นอาจถูกปฏิเสธ ไม่ให้เข้าชมได้ 

📅 เปิดทุกวันยกเว้นวันอังคาร : 08:00 น. – 11:30 น. และ 13:30 น. – 16:00 น. (วันพฤหัสบดีปิดทำความสะอาดในเวลา 15:00 น.)  

⏰ เวลาขายบัตรเข้าชม : 08:00 น. – 11:00 น. และ 13:30 น. – 15:30 น. 

💸 ค่าเข้า 30,000 กีบ


2. วัดเชียงทอง (Wat Xiengthong)

https://www.tourismluangprabang.org/wp-content/uploads/2022/07/wat-xieng-thong-16-of-8-2.jpg

วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง อีกแห่งของหลวงพระบาง ถูกยกย่องให้เป็น อัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว โดยอุโบสถ ออกแบบตามแบบสถาปัตยกรรม แบบหลวงพระบางแท้ เป็นหลังคาทรงเตี้ย ลาดเอียงซ้อนกัน 3 ชั้น ภายในประดิษฐาน พระประธานสีทองอร่าม ความพิเศษอยู่ตรง ฝาผนังประดับด้วยกระจกสี บอกเล่าเรื่องพุทธศาสนา และวิถีชีวิตของชาวหลวงพระบาง 

 📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08:00 น. – 18:00 น.  

💸 ค่าเข้า 20,000 กีบ


3. เมืองเก่าหลวงพระบาง (Old City Luang Prabang)

https://cdn.pixabay.com/photo/2013/06/30/04/19/luang-prabang-142237_960_720.jpg

ย่านเมืองเก่าหลวงพระบาง ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลก นับเป็นย่านท่องเที่ยวที่สำคัญของเมือง โดยทั้งสองข้างทาง รายล้อมไปด้วยอาคาร ที่ถูกออกแบบตาม สถาปัตยกรรมโคโลเนียล ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ เหมาะแก่การเป็นย่านที่ควรมาพัก เพื่อให้ได้สัมผัสกับกลิ่นอาย ที่แท้จริงของหลวงพระบาง และที่สำคัญยังเดินทางสะดวก เพราะอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว ที่สำคัญมากมาย 


4. ตลาดเช้าหลวงพระบาง (Luang Prabang Morning Market)

https://laostravel.com/images/2020/10/Morning-Market-in-luang-prabang.jpg

ตลาดคือสิ่งที่สะท้อนวิถีชีวิต ของคนท้องถิ่นได้ดีที่สุด การมาเดินตลาดเช้าหลวงพระบาง จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด โดยตลาดแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ถนนศรีสว่างวงศ์ เปิดขายตั้งแต่ตี 5 ไปจนถึง 10 โมงเช้าของทุกวัน ส่วนใหญ่มักจะเป็นของกิน ผักสด ผลไม้ เนื้อสัตว์ ขนมขบเคี้ยว โดยบริเวณนั้นในช่วงเช้า จะมีการตักบาตรข้าวเหนียว ซึ่งเป็นประเพณีอันเก่าแก่ สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจ ควรแต่งกายสุภาพ 

 📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 05:00 น. – 10:00 น.  


5. ตลาดมืดหลวงพระบาง (Luang Prabang Night Market)

https://www.golaos.tours/wp-content/uploads/2018/07/Luang-Prabang-Night-Market.jpg

ใครที่ชื่นชอบความคึกคัก ต้องห้ามพลาด ตลาดมืดหลวงพระบาง หรือ ถนนคนเดินไนต์มาร์เกต เป็นการปิดถนนศรีสว่างวงค์ บริเวณข้างพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง และพระธาตุภูสี แหล่งชอปปิงยามค่ำคืน ใจกลางหลวงพระบาง เป็นตลาดกลางที่มีสินค้าแทบทุกประเภท ทั้งอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ สิ่งของที่ระลึก เรียกได้ว่ามาเดินที่เดียว ก็ได้ของฝากติดไม้ติดมือ ไปแบบครบจบเลยทีเดียว 

 📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08:00 น. – 18:00 น.  


6.  พระธาตุหลวง (Pha That Luang)

https://www.voyagelaos.com/cdn/la-public/pha_that_luang.jpg

ศาสนสถานสำคัญของลาว ตามประวัติเล่าว่า พระธาตุหลวง ได้ถูกสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองเวียงจันทน์ ในยุคสมัยของพระเจ้าจันทบุรีประสิทธิศักดิ์ เจ้าเหนือหัวผู้ครองนครเวียงจันทน์พระองค์แรก โดยองค์พระธาตุสีทอง มีความสูง 45 เมตร ถือว่ามีขนาดสูงและใหญ่ที่สุดในลาว รูปทรงคล้ายดอกบัวตูม บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา โดยในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี จะมีการจัดงานนมัสการพระธาตุหลวง ซึ่งได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างช้านาน 

 📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08:00 น. – 12:00 น.  และ 13.00 – 16.00 น.

💸 ค่าเข้า 5,000 กีบ


7. พระธาตุพูสี (Phousi Hill)

https://www.golaos.tours/wp-content/uploads/2023/10/nui-phousi-1-1.jpg

ตั้งอยู่บนยอดเขา กลางเมืองหลวงพระบาง ความสูง 150 เมตร โดยจะต้องเดินขึ้นบันไดจำนวน 328 ขั้น สามารถขึ้นได้ 2 ทาง คือ ทางฝั่งแม่น้ำคาน และฝั่งแม่น้ำโขง ด้านบนเป็นจุดชมวิวที่สุดของหลวงพระบาง สามารถชมทัศนียภาพ ของแม่น้ำโขง และวิวเมืองหลวงพระบาง ได้แบบ 360 องศา โดยเฉพาะในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน และจะพบกับเจดีย์วัดจอมศรีสูง 20 เมตร โดยนักท่องเที่ยวจะต้องแต่งกายสุภาพ ปกปิดให้มิดชิด และห้ามดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 06:00 น. – 19:00 น.  

💸 ค่าเข้า คนลาว 10,000 กีบ ชาวต่างชาติ 30,000 กีบ


8. น้ำตกตาดกวางสี (Kuang Si Falls)

https://laostravel.com/images/2020/10/Kuang-Si-Waterfalls-laos-1.jpg

น้ำตกแห่งนี้ ขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำตกที่สวยที่สุด ของหลวงพระบาง โดยตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงพระบาง ออกไปประมาณ 32 กิโลเมตร เนื่องจากเป็นน้ำตกหินปูน ทำให้น้ำมีสีเขียวมรกต มีทั้งหมด 4 ชั้น ความสูงโดยรวม 75 เมตร โอบล้อมด้วยสภาพป่าที่เขียวขจี สามารถลงเล่นน้ำตรงลำธารได้ จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ยอดฮิตของนักท่องเที่ยว 

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08.00 น. – 17.30 น.  

💸คนลาว 20,000 กีบ ชาวต่างชาติ 60,000 กีบ 


9. น้ำตกตาดแส้ (Tad Sae Waterfall)

https://live.staticflickr.com/4112/5039081384_f87fd06eac_b.jpg

ถือเป็นน้ำตกอีกแห่งในหลวงพระบาง ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว โดยการจะเข้าไปที่น้ำตกตาดแส้ จะต้องนั่งรถจากตัวเมืองออกไป และนั่งเรือหางยาวของชาวบ้าน ต่ออีกประมาณ 10 นาที จึงจะได้พบกับน้ำตกหินปูนขนาดกลาง ที่มีน้ำสีเขียวมรกตไหลเย็น กลางป่าเขียวขจี สามารถลงเล่นน้ำ ในแอ่งน้ำตกได้หลายจุด เหมาะแก่การมาพักผ่อนหย่อนใจ 

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08.00 น. – 17.30 น.  

💸ชาวลาว 10,000 กีบ ชาวต่างชาติ 25,000 กีบ 


10. ประตูชัย (Patuxai Monument)

https://www.golaos.tours/wp-content/uploads/2023/10/5bc10a38-b966-49ca-8b35-4d55f60cdaa91-1.jpg

แลนด์มาร์กสำคัญที่ห้ามพลาด ของเมืองเวียงจันทน์ ประตูชัยแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้น เพื่อระลึกถึงวีรชน ผู้สละชีวิตในสงคราม ก่อนหน้าการปฏิวัติ ของพรรคคอมมิวนิสต์ และเพื่อประกาศเอกราช จากประเทศฝรั่งเศส ด้านการออกแบบ ได้รับอิทธิพลจากประตูชัย ในกรุงปารีส แต่ก็ยังคงศิลปะแบบล้านช้าง เอาไว้อย่างชัดเจน โดยนักท่องเที่ยว ยังสามารถขึ้นไปชมวิว จากด้านบนของประตูชัยได้อีกด้วย

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08.00 น. – 17.00 น.  


11. วังเวียง (Vang Vieng)

สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของลาว โดยเฉพาะในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ถูกยกย่องให้เป็น “กุ้ยหลินเมืองลาว” ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเวียงจันทน์ ประมาณ 160 กิโลเมตร มีลักษณะภูมิประเทศ เป็นที่ราบระหว่างภูเขาหินปูน โอบล้อมไปด้วยป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เทือกเขาสูงรูปสลับซับซ้อน แม่น้ำลำธาร ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ทางธรรมชาติ ที่เหมาะแก่การมาพักผ่อนหย่อนใจ


12. สวนพระ (Buddha Park) 

https://www.golaos.tours/wp-content/uploads/2023/10/buddha-5-1.jpg

ตั้งอยู่ห่างจากเวียงจันทน์ ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 25 กิโลเมตร โดยมีอีกชื่อหนึ่งคือ “วัดเชียงควน” โดยคำว่า เชียงควน หมายถึง จิตวิญญาณ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2501 โดยหลวงปู่บุญเหลือสุลิลัต พระที่ศึกษา ทั้งพุทธศาสนาและฮินดู ทำให้ในสวนพระแห่งนี้ เต็มไปด้วยรูปปั้น ซึ่งมาจากความเชื่อทั้งสองแบบ ทั้งทางศาสนาพุทธ มากกว่า 200 องค์ พระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่สูง 40 เมตร และยังมีประติมากรรม เทพเจ้าในศาสนาฮินดู ปีศาจ และสัตว์จากความเชื่อต่าง ๆ อีกด้วย

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08.00 น. – 17.00 น.  

💸 ค่าเข้า 5,000 กีบ 


13. หอพระแก้ว (Haw Phra Kaew)

https://www.freepik.com/premium-photo/haw-phra-kaew-vientiane-laos-former-temple-emerald-buddha-museum-religious-arts_315809512.htm

ตั้งอยู่ในเมืองเวียงจันทน์ โดยเคยเป็นวัดที่ประดิษฐาน “พระแก้วมรกต” แต่ปัจจุบัน เหลือเพียงพระแท่นที่ประดิษฐาน และเคยเป็นวัดหลวงประจำ ราชวงศ์ของลาว ถูกสร้างขึ้นในสมัยของ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ด้านในเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ให้นักท่องเที่ยว สามารถเที่ยวชมได้ โดยมีการจัดแสดง วัตถุโบราณมากมาย ได้แก่ พระแท่นบัลลังก์ พระบางจำลอง กลองสำริดโบราณ เป็นต้น

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08.00 – 12.00 น. และ 13.00 – 16.00 น.

💸คนลาว 2,000 กีบ ชาวต่างชาติ 5,000 กีบ


14. วัดสีสะเกด (Wat Si Saket)

https://www.golaos.tours/wp-content/uploads/2017/05/Outside-Wat-Sisaket-temple.jpg

เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ใจกลางนครหลวงเวียงจันทน์ ติดกับหอคำ โดยเมื่อครั้งสร้างเมืองใหม่ ๆ พระเจ้าแผ่นดิน ได้ทรงประกาศ เชิญชวนให้ราษฎร ร่วมกันสร้างพระพุทธรูป มาประดิษฐานไว้ที่วัดนี้ โดยสามารถสร้างได้มากถึง 100,000 องค์ ทำให้วัดแห่งนี้ ถูกเรียกว่า วัดสะตะสะหัสสาราม ที่แปลว่าวัดที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานแสนองค์นั่นเอง แต่ในปัจจุบัน คาดว่าเหลือพระพุทธรูป ประมาณหมื่นกว่าองค์เท่านั้น แต่อย่างไร ก็ยังคงเป็นวัดที่มีพระพุทธรูป มากที่สุดในนครเวียงจันทน์ 

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08.00 – 12.00 น. และ 13.00 – 16.00 น.

💸คนลาว 2,000 กีบ ชาวต่างชาติ 5,000 กีบ


15. บลู ลากูน (Blue Lagoon) 

https://discoverlaos.today/th/img/thing_to_do/43871391ad4f83c4f794bb4f725e1ad6.jpg?p=image1920x1080

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ ในการไปเที่ยวที่วังเวียงเลยก็ว่าได้ โดยสระน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีสีฟ้าใส ราวกับคริสตัล จนมองเห็นพื้นด้านล่าง ตั้งอยู่ด้านหน้าถ้ำภูคำ ด้านข้างสระมีต้นไม้ใหญ่ สามารถไต่เชือก กระโดดน้ำได้ โดยบริเวณรอบ ๆ ยังมีบริการ ให้เช่าห่วงยาง และร้านอาหาร เหมาะกับการมาเล่นน้ำคลายร้อน 

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08.00 น. – 17.30 น.  

💸ชาวลาว 10,000 กีบ ชาวต่างชาติ 25,000 กีบ 


 16. ถ้ำจัง วังเวียง (Tham Chang)

https://www.voyagelaos.com/cdn/la-public/tham_chang_cave.jpg

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ที่ถ้าหากได้มาเยือนวังเวียง จะต้องห้ามพลาด เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ ในอดีตเคยเป็นที่หลบภัย ของชาวบ้าน ในช่วงเกิดสงคราม ภายในถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วน มีทั้งห้องโถงใหญ่ และทางเดินแคบ ๆ เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยงดงาม อากาศภายในค่อนข้างเย็นสบาย และมีการติดไฟสำหรับส่องสว่าง เหมาะแก่การมาเดินสำรวจ 

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08.00 น. – 11.00 น.  และ 13.00 – 16.00 น. 

💸 ค่าเข้า 15,000 กีบ


 17.  ปราสาทหินวัดพู (Vat Phou)

https://www.golaos.tours/wp-content/uploads/2024/05/Wat-Phou-Laos-tour.jpg

โบราณสถานเก่าแก่ ตั้งอยู่ในนครจำปาสัก ของลาวตอนใต้ ได้รับการขึ้นทะเบียน ให้เป็น มรดกโลก จาก UNESCO โดยสันนิษฐานว่า เป็นโบสถ์พราหมณ ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อถวายพระศิวะ ลักษณะของปราสาท เป็นเทวสถานขอม คล้ายกับเขาพระวิหาร สร้างในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ในสมัยของพระเจ้ามเหนทรวรมัน นับว่าเป็นปราสาทหิน ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด โดยงานประเพณีอันโด่งดัง ของปราสาทหินวัดพู อยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ผู้คนจะเดินทางมาร่วมพิธีบวงสรวงเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งในวันสุดท้าย จะมีพระสงฆ์ออกมาบิณฑบาต และมีพิธีเวียนเทียนในตอนค่ำ 

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08.00 น. – 18.00 น.  

💸ชาวลาว 20,000 กีบ ชาวต่างชาติ 50,000 กีบ 


18.   น้ำตกตาดเยื้อง (Tad Yuang Waterfall)

https://www.golaos.tours/wp-content/uploads/2024/06/Tad-Yuang-Waterfall-exploration-with-go-laos-tours-2.jpg

นับว่าเป็นน้ำตกที่สวยแห่งหนึ่ง ของแขวงจำปาสัก ทางภาคใต้ของลาว โดยสายน้ำใส ไหลลงมา บนหน้าผาสูงชัน ประมาณ 80 เมตร กระทบกับโขดหิน ก่อให้เกิดเป็นละอองน้ำ ท่ามกลางฉากหลังป่าไม้เขียวขจี สัมผัสได้ถึงความเย็นสบาย และความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ นอกจากนี้ น้ำตกตาดเยื้อง ยังมีจุดชมวิว เหมาะแก่การมาถ่ายรูปอีกด้วย 

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08.00 น. – 17.00 น.  

💸 ค่าเข้า 10,000 กีบ  


19. สี่พันดอน (Si Phan Don)

https://www.mrlinhadventure.com/UserFiles/image/Laos-Highlights/Four-Thousand-Islands.jpg

คำว่า “สี่พันดอน”  ในภาษาลาวแปลว่า สี่พันเกาะ ที่นี่จึงเป็นหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ บริเวณแม่น้ำโขง ทางตอนใต้ลาว  ก่อนที่จะไหลเข้าสู่กัมพูชา โดยไฮไลต์หลัก ๆ มีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ ดอนคง ดอนคอน และดอนเด็ด โดยดอนคง เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีบรรยากาศเงียบสงบ ทำให้นักท่องเที่ยว นิยมเดินทางมาท่องเที่ยว เยี่ยมชมธรรมชาติ และเรียนรู้วิถีชีวิต แบบดั้งเดิมของชาวบ้าน


20. น้ำตกคอนพะเพ็ง (Kon Pha Peng Waterfall)

https://hannaone.com/wp-content/uploads/2023/03/Learn-More-About-the-Khone-Phapheng-Waterfall-in-Laos.jpg

เป็นน้ำตกในแม่น้ำโขง ตั้งอยู่ในจำปาสัก ห่างจากเมืองปากเซประมาณ 150 กิโลเมตร ถูกยกย่องให้เป็น “ไนแอการ่าแห่งเอเชีย” เพราะกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก โดยน้ำตกคอนพะเพ็ง เกิดจากแก่งหินขนาดใหญ่ จำนวนมากมาย ที่ขวางอยู่กลางแม่น้ำโขง เมื่อปะทะกับกระแสน้ำที่ไหลผ่าน จึงเกิดเป็นน้ำตกที่ทั้งสวยงามและอันตรายในเวลาเดียวกัน

📅 เปิดทุกวัน 

⏰ เวลา 08.00 น. – 17.00 น.  

💸ค่าเข้า 30,000 กีบ


Ref :

https://www.golaos.tours/

https://discoverlaos.today

https://www.lafolie-laos.com

https://www.whenorwhere.com/guide/laos

https://www.thrillophilia.com/places-to-visit-in-laos

https://www.lonelyplanet.com/articles/best-places-to-visit-in-laos